แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ wiranda ID:5131601178 Sec:01 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ wiranda ID:5131601178 Sec:01 แสดงบทความทั้งหมด

15 กันยายน 2551

ไม่ต้าน"เขยแม้ว" "ก๊กเนวิน"พร้อมรับมติ"พปช."

"3 ส."เดินสายแจ้ง 5 พรรค"สมัคร"วางมือแล้ว ขอเสียงผนึกตั้ง รบ.ใหม่ ทุกสำนักไม่ขัดเสนอใครรับได้ทั้งนั้น "สมชาย"เขินเก้าอี้นายกฯ ขอบคุณ"เสนาะ"ให้เครดิต ปัด 2 ขั้วงัดข้อแย่งเก้าอี้ ก๊กใหญ่อีสานรับได้หากพรรคมีมติดันน้องเขยทักษิณ "เนวิน"ปลง บอกอยากเสนอใครก็ทำไป ยังฝันได้เก้าอี้ รมต.แบ่ง ส.ส.กลุ่มเพิ่มอีก 2 ตำแหน่ง "ชวน"ข้องใจ รอถาม"สุเทพ"เหตุเชียร์"ส.สมชาย"

@ "3ส."แจ้ง5พรรค"สมัคร"วางมือ

แกนนำพรรคพลังประชาชน (พปช.) 3 คน ประกอบด้วย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค เดินทางไปพบกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ตลอดวันที่ 14 กันยายน โดยเวลา 12.00 น. พบแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน เวลา 13.00 น. พบนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่บ้านพักเมืองทองธานี เวลา 14.30 น. พบแกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และเวลา 17.00 น. พบแกนนำพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่บ้านพักย่านสนามบินน้ำของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคมัชฌิมา ธิปไตย ก่อนที่เข้าพบนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่บ้านพักย่านจรัญ สนิทวงศ์ ในเวลา 21.00 น. ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษก พปช. แถลง ณ ที่ทำการพรรค อาคารไอเอฟซีทีว่า แกนนำพรรคทั้ง 3 คน จะไปแจ้งพรรคร่วมรัฐบาลว่า ขณะนี้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศวางมือทางการเมืองเป็นที่ชัดเจนแล้ว ซึ่งในวันที่ 15 กันยายน พปช.จะประชุมเพื่อวางตัวบุคคลเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจะแจ้งให้พรรคร่วมรัฐบาลทราบอย่างเป็นทางการก่อนที่จะลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 กันยายน ทั้งนี้ยืนยันว่า ที่ได้แถลงไปในฐานะโฆษกพรรค ว่าพรรคพลังมีมติเสนอชื่อนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นมติของพรรคจริง แต่เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา เกิดสถานการณ์ที่ทำให้หัวหน้าพรรคมองเห็นถึงความชัดเจนในเรื่องต่างๆ จึงขอวางมือทางการเมืองเพื่อเสียสละให้การเมืองเดินหน้าต่อไปได้

@ อ้อมแอ้มหันดัน"เลี้ยบ"นั่งนายกฯ

"ต่อไปนี้จะเป็นภาระของพรรคในการสรรหานายกฯ คนใหม่ โดยจะคำนึงถึงเสียงของประชาชนให้มากที่สุด และพรรคจะเดินหน้าสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพื่อทำให้การเมืองมีบรรยากาศที่ดีขึ้น ซึ่งยืนยันว่าในวันที่ 17 กันยายน จะได้นายกฯที่มาจากพรรคพลังประชาชนอย่างแน่นอน และครั้งนี้จะแสดงความเป็นเอกภาพภายในพรรค" ร.ท.กุเทพกล่าว
ส่วนกระแสข่าว ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน พยายามผลักดัน นพ.สุรพงษ์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ หลังจากล้มเหลวในการผลักดันนายสมัครมาแล้วนั้น ร.ท.กุเทพที่เป็นสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินด้วยกล่าวว่า วันนี้พรรคมีการพูดคุยกันในวงกว้างตามระบอบประชาธิปไตย แต่ในข้อสรุปเรื่องนี้ถือเป็นอำนาจของผู้ที่มีบทบาทระดับสูงของพรรคจะคุยกัน แม้วันนี้จะยังไม่มีความชัดเจน แต่ในการประชุม ส.ส.พรรควันที่ 15 กันยายน จะมีความชัดเจนและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแน่นอน

@ "พผ."แล้วแต่"พปช."ชื่อนายกฯใหม่

สำหรับการเดินสายพบปะกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคนั้น เวลา 12.00 น. นายสมชาย นายสมพงษ์ และ นพ.สุรพงษ์เข้าพบหารือนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อ แผ่นดิน นางระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัว แทนกลุ่มบ้านริมน้ำ นายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรธานี ตัวแทนกลุ่มพญานาค ที่พรรคเพื่อแผ่นดิน ถนนสุขุมวิท
หลังจากใช้เวลาหารือประมาณ 40 นาที ทั้งหมดแถลงร่วมกัน โดยยืนยันจะร่วมกันจัด ตั้งรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และหามาตรการยุติปัญหาความแตกแยกในสังคมนำบ้านเมืองกลับไปสู่ความ สุขสงบ
นายสุวิทย์กล่าวว่า เรื่องตัวนายกรัฐมนตรี อยู่ที่การตัดสินใจของ พปช.เพราะเป็นเรื่องในองค์กร พรรคเพื่อแผ่นดินจะก้าวก่ายไม่ได้ จึงต้องให้เกียรติ พปช.เพราะผ่านมาย่อมรู้ดีว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน

@ "สมชาย"ขอบคุณ"เสนาะ"เชียร์

ด้านนายสมชายที่เสียงส่วนใหญ่ใน พปช. ให้การสนับสนุน และเป็นเต็ง 1 ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องตัวบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกฯยังไมได้ประชุมลงมติกันเลย อย่าไปฟังข่าว การที่ไปพบแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค เนื่องจากต้องการให้เกียรติพรรคร่วมทุกท่าน ซึ่งการเดินสายเข้าพบในวันนี้ไม่ได้แตกต่างจากคราวที่แล้วแต่อย่างใด ขณะที่ นพ.สุรพงษ์ปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่ากลุ่มเพื่อนเนวินให้การสนับสนุน โดยระบุสั้นๆ ด้วยสีหน้าเบิกบานว่า "ต้องรีบไปพบป๋าเหนาะ"
เวลา 13.10 น. คณะผู้บริหาร พปช.เดินทางไปยังบ้านพักนายเสนาะที่ย่านเมืองทองธานี โดยใช้เวลาหารือ 20 นาที ก่อนที่นายสมชายจะ ออกมายืนยันว่า นายเสนาะรับปากว่าจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดิม แต่ยังไม่มีการพูดคุยถึงตัวนายกฯ เป็นเพียงการพูดคุยในหลักการ ส่วนที่นายเสนาะออกมาชื่นชมว่าแม้จะเป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่วางตัวได้อย่างเหมาะสมนั้น นายสมชายกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ต้องขอบคุณที่นายเสนาะให้เครดิต แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น"
จากนั้นแกนนำของพรรคพลังประชาชนทั้ง 3 คน ได้ร่วมรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านเมืองทองธานี ก่อนที่จะเดินทางไปยังพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย ในที่สุด

@ ปฏิเสธ2ขั้ว"พปช."งัดแย่งนายกฯ

กระทั่งเวลา 14.40 น.แกนนำ พปช.ทั้ง 3 เข้าหารือกับ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยพัฒนา (รช.) ณ ที่ทำการพรรค โดยนอกจาก พล.อ.เชษฐาแล้ว ยังมี ร.ต. ประพาส ลิมปะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค รช.อยู่ด้วย ภายหลังหารือกว่า 30 นาที ทั้งหมดแถลงข่าวร่วมกัน โดยนายสมชายแถลงว่า ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น พรรค รช.ตกลงว่าจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ พปช.อีกครั้ง ขณะที่ พล.อ.เชษฐายืนยันร่วมจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง โดยให้ พปช. พิจารณาเลือกตัวนายกฯเอง ไม่ว่าจะเป็นใครพร้อมสนับสนุน
"ที่มีข่าวว่าผมจะเป็นนายกฯนั้น ไม่รู้สึกอะไร แต่รู้สึกว่าเราต้องดำเนินการไปตามหลักการของพรรค แต่ไม่ใช่เพียงผมเท่านั้น คนอื่นในพรรคที่มีความรู้ความสามารถก็ยังมี ส่วนกระแสข่าวในพรรคแตกออกเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งสนับสนุน ผม อีกขั้วสนับสนุน นพ.สุรพงษ์นั้นไม่เป็นความจริง พรรคไม่มีขั้วอะไรทั้งนั้น มีแต่มติ ส.ส. ยืนยันว่าเรายังมีความสามัคคี ไม่มีปัญหาและความขัดแย้งต่อกัน" นายสมชายกล่าว

@ บอกดูหมอมาแล้วรบ.อยู่ถึงปีหน้า

ต่อมานายบรรหารแถลงหลังการหารือว่า พรรคชาติไทยมีจุดยืนตามที่พูดไปแล้ว และจะรักษาคำพูด จะร่วมตั้งรัฐบาลกับ พปช. ขอให้ พปช.สบายใจ ส่วนจะเลือกใครมาเป็นนายกฯนั้น พรรคชาติไทยพร้อมให้การสนับสนุน แต่ขอให้แจ้งให้ทราบก่อน เพื่อจะได้ไปบอกให้ลูกพรรคได้ทราบ มั่นใจว่ากาประชุมสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯในวันที่ 14 กันยายน จะราบรื่น ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงแนวทางในการดำเนินการหลังจากตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้วว่าจะเดินหน้าสร้างความสามัคคีในชาติได้อย่างไรบ้าง เพื่อความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง พลิกฟื้นเศรษฐกิจ ส่วนคุณสมบัติคนที่จะมาเป็นนายกฯนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่ามีความเหมาะสมทั้ง 3 ส. เพราะเป็นคนอ่อนโยน สามารถสร้างความปรองดองกับทุกฝ่ายได้ ทั้งนี้ สำหรับกระแสข่าวความขัดแย้งในการคัดเลือกบุคคลมาเป็นนายกฯนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของพรรคการเมือง ที่อาจมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ขอให้อย่าให้เกิดความกระเส็นกระสายเป็นเรื่องใหญ่มากเกินไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มพันธมิตรประกาศไม่ยอมรับว่าที่นายกฯ ทั้ง 3 ส. นายบรรหาร กล่าวว่า "โอ๊ย พันธมิตรไม่เอาใครทั้งหมดนั่นหละ ในโลกนี้จะเอาใครยังนึกไม่ออก ผมคิดว่าคงไม่นำท่าทีของพันธมิตรฯมาคิด เพราะใครมาก็ถูกว่าทั้งนั้น เชื่อว่าสถานการณ์หลังจากนี้คงจะดี เพราะผมไปดูหมอดูมาแล้ว รัฐบาลจากนี้ไปอาจจะอยู่ยืดจนถึงปีหน้าก็ได้"

@ เช็คเสียงดัน"สมชาย"นั่งแน่นปึ้ก

เมื่อเวลา 17.10 น. นายสมชาย นพ. สุรพงษ์ และนายสมพงษ์เดินทางไปยังบ้านพักของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อหารือถึงการเชิญพรรคมัชฌิมาธิปไตยเข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้าร่วมหารือด้วยโดยใช้เวลาหารือประมาณ 40 นาที
จากนั้นนายสมชายให้สัมภาษณ์ว่า มาเชิญพรรคมัชฌิมาฯ เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทางพรรคมัชฌิมาฯ ก็ได้รับตอบรับที่จะเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว
นพ.สุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มของนาย เนวินพยายามผลักดันให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามการประชุมของพรรค ไม่ได้มีกลุ่มหรือแบ่งฝ่าย การตัดสินใจว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ขึ้นอยู่กับมติของพรรค ไม่มีใครหรือกลุ่มใดมีบทบาทในการตัดสินใจทั้งสิ้น
รายงานข่าวจากพรรค พปช.แจ้งว่า ตลอดทั้งวันของวันที่ 14 กันยายน บรรดาแกนนำของพรรค ส.ส.ภาคเหนือบางส่วน และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เริ่มทยอยเดินทางเข้าที่พรรคตั้งแต่เวลา 11.00 น. อาทิ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มวังบัวบาน น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตกรรมการ บริหารพรรคไทยรักไทย นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรค ได้มีการประชุมร่วมกัน ส่วนวง ส.ส.มีประมาณ 10 คน อาทิ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา นายศรีเมือง เจริญศิริ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน ซึ่งทั้งสองวงได้มีการหารือถึงสถานการณ์หลังจากที่กลุ่มเพื่อนเนวินพยายามผลักดันนพ.สุรพงษ์ และได้หารือถึง 3 ส.ใครเหมาะสมที่จะขึ้นเป็นนายกฯ โดยที่ประชุมแกนนำได้โทรศัพท์สอบถามความเห็น ส.ส.ว่าจะเอาใครเสียง ส.ส.ส่วนใหญ่สนับสนุนนายสมชาย เพราะเป็นบุคคลที่สามารถประสานได้กับทุกฝ่ายมีภาพรอมชอม จะทำให้ไม่มีใครแพ้ แต่ทุกฝ่ายจะชนะเหมือนกันหมด

@ "เติ้ง"ได้จังหวะทวงงบ30ล.ทันที

แกนนำ 3 ส.พรรค พปช. ยังเข้าพบนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่บ้านถนนจรัญสนิทวงศ์ เมื่อเวลา 21.00 น. เพื่อหารือร่วมกับ นายบรรหาร พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย และ นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายนายบรรหาร ทั้งนี้นายบรรหารได้ให้นายวราวุธ เป็นผู้ต้อนรับทั้ง 3 ส. และนำเข้าห้องหารือ นายบรรหารกล่าวแซว 3 ส. ว่า "เดี๋ยวนี้ 3 ส.ดังมาก 3 ส. แปลว่า 3 ทหารเสือ และเห็นด้วยที่ 3 ส. เดินสายพบปะพรรคการเมืองต่างๆ เพราะการเดินสายเป็นเรื่องที่ดี แต่ตอนนี้ผมไม่ค่อยใกล้ชิดรัฐบาลเลย เข้าไปใกล้ชิดลำบากเหมือนกัน เพราะรัฐบาลติดต่อไม่ค่อยติด" ซึ่งปรากฏว่า เมื่อนายบรรหารพูดจบ ทำให้ทุกคนหัวเราะชอบใจ พร้อมกันนี้นายบรรหารยังฝากฝังกับนายสมชายให้ช่วยดูแลโครงการจัดงานพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่นายสมศักดิ์ดูแลอยู่ด้วย โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณในการปรับปรุงภูมิทัศน์ต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยจากงบกลางราว 30 ล้านบาท และจะเดินทางไปตรวจสอบความคืบหน้าด้วยตัวเองในวันที่ 15 กันยายน โดยนายสมชายได้รับคำว่าพร้อมดูแลให้และขอบคุณแทนชาวเชียงใหม่ ที่นายบรรหารมาดูแลเรื่องนี้ให้ อย่างไรก็ตาม นายสมชายได้กล่าวกับนายบรรหารว่า เรื่องการเลือกนายกฯนั้น พปช.ให้เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. พรรค ที่จะพิจารณาตัดสินใจร่วมกัน โดยจะยึดหลักเสียงข้างมาก
นายสมพงษ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนหารือว่า "พรรคจะไม่ส่งรายชื่อผมเป็นนายกฯคนใหม่ โดยจะส่งคนอื่น และผมก็ไม่อยากมารับตำแหน่งนายกฯ อยากทำงานในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบดีกว่า"

@ กลุ่มเหนือย้ำ"สมชาย"เหมาะ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พปช. กล่าวถึงการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีว่า ล่าสุดชื่อของผู้ที่จะรับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ นายสมชาย เนื่องจากบุคคลนิ่มนวล เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังให้การยอมรับ ซึ่งสังเกตได้จากการที่นายสมชายได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นคร ราชสีมา พปช. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย เนื่องจากมี ส.ส.กลุ่มหนึ่งพยายามดันนอมินีตัวเองเข้าชิงตำแหน่ง เช่น กลุ่มเพื่อนเนวินที่สนับสนุน นพ.สุรพงษ์ ซึ่งเห็นว่าหากคิดแต่เรื่องตำแหน่งบ้านเมืองก็จะเดินหน้าต่อไม่ได้ สุดท้ายรัฐบาลแห่งชาติก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อนั้นมาถึงบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯก็ต้องไม่ใช่คนของ พปช. หรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นคนที่เคยทำหน้าที่ปฏิรูปทางการเมืองเมื่อ ปี 2540
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พปช. กล่าวว่า หากพรรคไม่สามารถตกลงกัน ได้ว่าจะส่งคนใดในรัฐมนตรี 3 ส.เป็นนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะถึงวันที่ 17 กันยายน นายสมชายในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ก็ควรที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนโดยการประกาศยุบสภา เพราะคงไม่มีใครยอมให้มีรัฐบาลแห่งชาติแน่นอน

@ "สมพงษ์"สำรองกันอุบัติเหตุสภา

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรค พปช. คนสนิทนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรค พปช. กล่าวว่า ขณะนี้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่าพรรคจะเสนอชื่อนายสมชายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 17 กันยายน และหากเกิดสถานการณ์อะไรที่ทำให้ไม่ลงตัว พรรคจะเสนอชื่อนายสมพงษ์แทน สำหรับ นพ. สุรพงษ์คงเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะติดคดีหวยบนดินอยู่ ซึ่งคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องปลอดสารพิษ เคลียร์ตัวเองต่อสังคมได้
"ผมเห็นว่าตัว นพ.สุรพงษ์ควรที่จะคิดเรื่องตัวเองก่อนที่จะคิดเรื่องอื่น เพราะถ้าเป็นนายกฯคดีตัวเองยังไม่เคลียร์มีคนอื่นมาถามจะตอบอย่างไร ดังนั้น คนเป็นนายกฯต้องสะอาด เรียบร้อย" พ.ต.ท.กานต์กล่าว และว่า ขณะนี้นายสมัครยังไม่ได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค มีเพียงอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแจ้งให้ทราบว่าไม่ต้องการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากหัวหน้าพรรค การเมือง ดังนั้น ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 ต้องทำหน้าที่แทน และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิน 3 เดือน พรรคพลังประชาชนจะต้องถูกยุบ โดยสมาชิกทั้งหมดก็จะไปสังกัดพรรคเพื่อไทย ยกเว้นสมาชิกพรรคบางส่วนที่จะไปสังกัดพรรค การเมืองอื่น" พ.ต.ท.กานต์กล่าว

@ ก๊ก"เนวิน"ไม่ขัดหากเลือก"สมชาย"

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พปช. กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าแกนนำพรรคตัดสินใจเสนอให้นายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า ทางกลุ่มยังไม่ได้หารือกัน เนื่องจากยังไม่ได้รับการประสานจากแกนนำพรรคในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทาง กลุ่มจะนัดประชุมกันในวันที่ 15 กันยายน เวลา 10.00 น. ที่ทำการพรรค เพื่อปรึกษาหารือกันถึงชื่อนายกฯคนใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผลสรุปแล้วเป็นชื่อของนายสมชาย ทางกลุ่มรับได้หรือไม่ นายบุญจงกล่าวว่า ถ้าเป็นมติพรรค ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ยอมรับได้ทั้งนั้น แต่จะต้องเป็นมติพรรค ทั้งนี้ยืนยันว่าทางกลุ่มจะไม่มีการเคลื่อนไหวต่อต้านโดยไม่เข้าร่วมประชุมสภาในวันที่ 17 กันยายนนี้ เหมือนเช่นที่พรรคชาติไทยเคยทำเมื่อครั้งเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เพราะเป็นพรรคใหญ่ "โดยส่วนตัวถ้าเป็นชื่อของนายสมชายเราก็ไม่มีปัญหา เรารับได้หมด แต่ขอให้เป็นมติพรรคเท่านั้นเอง เพราะทั้ง "3 ส." ก็มีคุณสมบัติเหมาะสมทั้งนั้น" นายบุญจงกล่าว
นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ พปช. แกนนำกลุ่มขุนค้อน กล่าวว่า ในวันที่ 15 กันยายนที่จะถึงนี้ จะมีการประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อลงมติในการเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื่อว่าจะมีการเสนอ ชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมเพียงคนเดียว ตามที่กรรมการบริหารของพรรคพลังประชาชนเสนอมา ทั้งนี้กลุ่มขุนค้อนพร้อมที่จะยอมรับและปฏิบัติตามมติของพรรค เพื่อให้บ้านเมืองสามารถเดินหน้าต่อไป และสร้างความสามัคคี ความมีเอกภาพให้เกิดขึ้นในพรรค เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ให้เลิกแล้วต่อกัน

@ "เนวิน"ปลง-ฝันได้เก้าอี้รมต.เพิ่ม

รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดทั้งวันนี้ สมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินที่มี ส.ส.กว่า 80 คน ได้ทยอยเดินทางเข้าพบนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มที่บ้านพักนายเนวิน ย่านศรีนครินทร์ เพื่อ ให้กำลังใจนายเนวิน ที่ขณะนี้เกิดความรู้สึกน้อยใจและเสียความรู้สึกอย่างมากกับการที่ถูกพรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ส.ในพรรคหักหลังจนไม่สามารถผลักดันนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งได้เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายเนวินได้บ่นกับคนใกล้ชิดว่า "ไม่อยากเจอใคร และไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว หากพรรคจะเสนอชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ปล่อยให้ทำไป" อย่างไรก็ตาม ทางแกนนำพรรคพลังประชาชนได้พยายามส่งคนไปประสานกับรัฐมนตรีในกลุ่มเพื่อให้ช่วยพูดกับนายเนวินให้สนับสนุนนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งล่าสุดก็ยืนยันว่าไม่มีปัญหา โดยโควต้ารัฐมนตรีในกลุ่มของนายเนวินจะได้เท่าเดิม และอาจได้โควต้ารัฐมนตรีเพิ่มอีก 2 ตำแหน่ง เนื่องจากจะมีเก้าอี้รัฐมนตรีในสัดส่วนคนนอกที่นายสมัครดึงมาว่างลงประมาณ 4-5 ตำแหน่ง

@ อีสานพัฒนาแหย่ก๊กใหญ่แตก

นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พปช. กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวถึงกระแสข่าวระบุ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินบางส่วน เริ่มตีตัวออกห่างจากนายเนวินว่า ได้ยินมาเช่นกัน ว่าขณะนี้ ส.ส.อีสาน ที่ยังจงรักภักดีกับกลุ่มเพื่อนเนวินมีน้อยมาก เพราะ ส.ส.อีสานส่วนใหญ่ทราบดีว่าได้รับเลือกมาเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินส่วนใหญ่ จะย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกับ ส.ส. พปช.ในกลุ่มอื่นๆ หาก พปช.ถูกยุบ "ขณะนี้ยังมีความพยายามล็อบบี้เสนอให้ ทั้งเงินและตำแหน่งกับคนในกลุ่ม เพื่อให้ร่วมทำงานทางการเมืองกับกลุ่มเขาต่อไป แต่ ส.ส. เหล่านี้แม้แต่ ส.ส.บุรีรัมย์ ก็ทราบดีว่า การออกจากพรรคโดยข้อหาเนรคุณต่อ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ไม่ว่าใครจะไม่มีทางที่จะกลับเข้าสภาได้อีกเลย โดยเฉพาะในภาคอีสาน" นายศักดากล่าวนายศักดากล่าวยืนยันว่า กลุ่มอีสานพัฒนาจะเคารพมติพรรคในการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรี 3 ส. นั้น ไม่ว่าใคร กลุ่มอีสานพัฒนาสามารถรับได้ทั้งหมด แต่ตัว นพ.สุรพงษ์ยังมีคดีติดตัวอยู่ ซึ่งหากได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เชื่อว่าจะอยู่ได้ไม่กี่วัน

@ "อ๋อย"ปัด111ร่วมเฟ้นนายกฯใหม่

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงที่โรงแรมเรดิสัน ว่า กรณีเข้าร่วมหารือกับแกนนำ พปช. พร้อมสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง เมื่อวันที่ 13 กันายนที่ผ่านมาว่า เป็นการหารือแบบไม่เป็นทางการ และไม่ได้มีความพยายามเสนอนายกฯคนใหม่ แม้จะมีการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย แต่เมื่อมีข่าวแบบนี้หลายคนไม่สบายใจ จึงได้ข้อสรุปว่าจากนี้ไปสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะไม่มีการมาหารือกันที่ พปช. อีกต่อไป ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้า พปช. เสนอนิรโทษกรรมให้ 9 แกนนำแกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตยที่ถูกต้องข้อหากบฏ รวมทั้งนิรโทษกรรมสมาชิกบ้านเลขที่ 111 นายจาตุรนต์ ตอบว่า มันเป็นการจับแพะชนแกะแบบไม่มีหลักเกณฑ์และเหตุผล สมาชิกบ้านเลขที่ 111 โดนลงโทษโดยกฎหมายเผด็จการและส่วนใหญ่คือผู้บริสุทธิ์แต่ 9 แกนนำพันธมิตรมีความผิดในการใช้กำลังและอาวุธบุกยึดสถานที่ราชการ มันมีความผิดชัดแจ้ง หากเรื่องนี้ไปขึ้นสู่ศาลแล้วจะไม่มีความ ผิดไม่ได้ ส่วนจะเข้าข่ายข้อหากบฏหรือไม่นั้น ไม่ทราบ รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงกระบวน การของศาลให้ยกเลิกข้อหานี้ไม่ได้ มันคือหน้าที่ของตำรวจและศาลเท่านั้น เมื่อศาลเห็นชอบแล้ว หากใครไปทะเล่อทะล่า จะถือว่าผิดกฎหมายด้วยซ้ำ ฉะนั้น 2 เรื่องนี้ มันจะนำมาเทียบกันไม่ได้เลย ปัญหาตอนนี้ที่ต้องเร่งแก้ไข คือจะรักษาประชาธิปไตย และแก้ไขวิกฤตการเมืองที่กลุ่มพันธมิตรทำไว้อย่างไร

@ ทำนาย"รบ."อยู่ได้ไม่เกิน2ด.

นายจาตุรนต์ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นนายสมชายมาแรงในเก้าอี้นายกฯ ว่า ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะแสดงความคิดเห็น เป็นเรื่องที่ พปช.ต้องตัดสินโดยรับฟังความเห็นทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลชุดใหม่จะ อยู่ได้บวกลบประมาณ 2 เดือน จากนั้นต้องเตรียมพร้อมรับมือคดียุบพรรค ต้องคิดว่าหลังการยุบพรรคจะมีรัฐบาลชุดใหม่อย่างไร เหตุที่คิดแบบนี้เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนั้น "มันเป็นส่วนหนึ่งของบันได 4 ขั้น ฉะนั้นต้องมีแถวที่ 3 ขึ้นมารอเป็นนายกฯคนที่ 3 ซึ่งต้องไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคจากพลังประชาชนชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย เพราะการเมืองมันเป็นแบบนี้ไปแล้ว ต้องลงมือทำ ตอนนี้ เพราะหากรอหลังยุบพรรคจะเกิดอาการแพแตก วันนี้ต้องแก้วิกฤตประเทศขณะเดียวกันก็ต้องคิดล่วงหน้าไว้ด้วย ส่วนภารกิจของนายกฯคนใหม่นับจากนี้คือ ต้องพูดให้ชัดว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเมื่อใด ไม่จำเป็นต้องรอไป 6 เดือน เพราะโดนยุบพรรคแน่ โดยเฉพาะพรรคพลังประชาชนโดนยุบพรรคล้านเปอร์เซ็นต์" นายจาตุรนต์กล่าว

@ "ชวน"ข้องใจ"สุเทพ"เชียร์สมชาย

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ตรัง กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ประชาธิปัตย์ เห็นว่าในบรรดา 3 ส. นายสมชายเหมาะสมดำรงตำแหน่งนายกฯมากที่สุดว่า การให้ความเห็นของนายสุเทพไม่ใช่สาระสำคัญ แต่เห็นว่าระบอบทักษิณ ไม่ใช่เฉพาะตัว พ.ต.ท. ทักษิณอย่างเดียว หากรวมทั้งขบวนการแทรก แซงองค์กรอิสระก็ถือว่าเป็นขบวนการระบอบทักษิณผู้สื่อข่าวถามว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ในสมัยนายชวน เป็นนายกรัฐมนตรี นายชวนกล่าวว่า นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล กับพรรคไทยรักไทย เพราะพรรคประชาธิปัตย์ให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ ไม่ถือว่าบุคคลนั้นจะเป็นญาติเป็นน้องเขยของใคร จะไม่เข้าไปกีดกันข้าราชการ ผู้สื่อข่าวถาม คิดว่านายสมชายเหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายชวนกล่าวว่า นายสมชายเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นคนพูดสำเนียงใต้เหมือนกัน สามารถพูดจากันอย่างเป็นกันเอง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 15 กันยายน จะไปสอบถามนายสุเทพเหมือนว่าที่ออกมาสนับสนุนนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะอะไร มีเหตุผลใดที่เห็นว่านายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรีได้ คงไม่ใช่เพราะเป็นคนใต้ หรือเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกับนายสุเทพ

@ เด็กสุเทพเฉไฉเหมาะสุดบรรดาแคระ

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดนายสุเทพกล่าวว่า เจตนาของเลขาธิการพรรคต้องการชี้ให้เห็นว่าในบรรดาคนแคระหรือคนขี้เหร่ทั้งหมด นายสมชายดูดีกว่าคนอื่น ไม่ได้มีเจตนาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไปสนับสนุนนายสมชายแต่อย่างไรนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า เป็นความพยายามของเสือหิว 2 กลุ่มที่แย่งชิงเศษอาหารกัน ประกอบด้วยแก๊งออฟโฟร์ กับแก๊งรวมดาวกระจุยที่มีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ส.ส. พปช.บางส่วน และแก๊งต่อต้านแก๊งออฟโฟร์ ที่กำลังแย่งเศษอาหารกันผลักดันเอาคนของ ตัวเองเข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม เพื่อให้กลุ่มของตัวเองเข้ามาเสวยสุขโดยไม่สนใจประชาชน ความพยายามตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นเพียงการแต่งหน้าเค้กใหม่ แต่ไส้ในยังเหมือนเดิม "สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า พรรคพลังประชาชนไม่ได้ตระหนักเลยว่า 7 เดือนที่ผ่านมาได้สร้างความบอบช้ำให้กับประเทศชาติหลายประการ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความพยายามแก้รัฐธรรมนูญช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และหนีคดียุบพรรค ดังนั้นการจะเลือกนายกฯใหม่จึงไม่ใช่การแก้ปัญหา และไม่เกิดประโยชน์เพราะโครงสร้างรัฐบาลยังเหมือนเดิม ทั้งนี้ วิเคราะห์ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันเป็นเพราะหวงอำนาจแต่ไม่ห่วงบ้านเมือง หวังใช้อำนาจดำเนินการในสองเรื่อง คือ สะสมเสบียงกรังในการเลือกตั้งสร้างขุมกำลังเพิ่มจำนวน ส.ส. และใช้อำนาจรัฐโยกย้ายข้าราชการเพื่อใช้ข้าราชการทำผิดให้เป็นถูก และปฏิบัติการลูบหน้าปะจมูกช่วยคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณต่อไป" นายองอาจกล่าว นพ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ว่า พปช.จะเสนอใครก็ตามมาเป็นนายกฯ การแสดงให้เห็นเนื้อแท้ที่ว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรบุคคลที่จะเสนอก็จะไม่พ้นคน พปช. ขณะที่ภาพที่ออกมายังคงแสดงให้เห็นว่า ส.ส. พปช.ยังไม่มีความพร้อม เมื่อพรรคเสียงข้างมากยังไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนเชื่อใจได้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นอย่างไร จะต้องยืนยันในสัญญาประชาคมกับประชาชน 3 ข้อคือ 1.จะต้องไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อหนีคดียุบพรรค 2.ต้องไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม 3.ต้องออกมาบอกว่า มีจุดยืนในการปลดชนวนวิกฤตอย่างไร ด้วยกลไกอย่างไร

@ "ไพบูลย์"จี้เร่ง3ภารกิจเฉพาะหน้า

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่หลายฝ่ายเห็นว่านายสมชายเหมาะสมเป็นเรื่องที่ดี เพราะนายสมชายเป็นคนที่รับฟังคนอื่น เพราะเคยเป็นข้าราชการประจำ แม้แต่นายสุเทพ และนายเสนาะต่างก็เห็นด้วย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ หากจะมีการหารือกันในการจัดตั้งรัฐบาลพิเศษเฉพาะกาล โดยอาจมีพรรคการเมืองใหญ่ 2-3 พรรคเข้าร่วม ทั้งนี้การจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ ควรมีบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เพื่อที่จะได้ คลายความเป็นการเมือง เพราะประชาธิปไตยที่ดีคือการปกครองโดยประชาชน ดังนั้น จึงควรเกิดการผสมผสานกัน แต่อย่าพึ่งตัดสินใจ ต้องค่อยๆ ตั้งโจทย์และหารือจนเห็นพ้องกัน ซึ่งจะเป็นการสมานฉันท์ ทั้งนี้ รัฐบาลพิเศษควรมี เวลาทำงาน 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง "แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับภารกิจที่ต้องทำอย่างน้อย 3 ประการคือ 1.ยุติความขัดแย้ง โดยการสร้างความสมานฉันท์ซึ่งในส่วนของกลุ่มพันธมิตรเองก็น่าจะเจรจากันได้ 2.ปฏิรูปการ เมือง โดยควรระดมความเห็นเพื่อให้ทุกฝ่าย ช่วยกันคิดในสิ่งที่เรียกว่าการเมืองใหม่ 3.เรื่องอื่นๆ เช่น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า" นาย ไพบูลย์กล่าว

credit : มติชนรายวัน

"ไทย"อันดับ9จาก12ประเทศ น่าเชื่อถือกระบวนยุติธรรม

"เพิร์ค"จัดอันดับความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมในเอเชีย ไทยติดอันดับ 9 ดีกว่าจีน เวียดนาม อินโดฯ ส่วนฮ่องกงน่าเชื่อถือมากสุด รองลงมาสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ระบุนักธุรกิจต่างชาติในไทยจับตา"ตุลาการภิวัตน์"จะเป็นผลดีกับประเทศจริงหรือไม่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 14 กันยายน ว่า เพิร์คบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจทำการสำรวจถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของ 12 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจพิเศษในเอเชีย ปรากฏว่าไทยรั้งอันดับที่ 9 โดยฮ่องกงครองอันดับความน่าเชื่อถือมากที่สุด ขณะที่กระบวนการยุติธรรมของอินโดนีเซียถูกระบุว่าเลวร้ายที่สุด ทั้งนี้ การสำรวจดังกล่าวเปิดให้ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ประกอบธุรกิจในเอเชีย 1,537 บริษัทให้คะแนนกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศที่อาศัยอยู่ โดยคำนึงถึงตัวแปรต่างๆ อาทิ ธรรมาภิบาล กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ความเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ตลอดจนประสบการณ์และมาตราฐานการศึกษาของทนายความและผู้พิพากษาก็ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่หยิบยกมาประกอบการพิจารณาเพื่อให้คะแนนกับประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่กระบวนการยุติธรรมมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดคือ 0 จนถึงเลวร้ายที่สุดคือ 10 คะแนน เพิร์คอธิบายว่า การสำรวจทัศนคติและความคิดเห็นของนักลงทุนที่ทำขึ้นเป็นประจำทุกปีแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการให้คะแนนของนักธุรกิจต่างชาติเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมกับการเปิดกว้างของระบบเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ เพราะกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพย่อมหมายถึงการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีขึ้น การทุจริตคอร์รัปชั่นที่น้อยลง และระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ดี เนื่องจากการสำรวจดังกล่าวเน้นไปที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างๆ ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ดังนั้น บรรทัดฐานที่สำคัญสำหรับการประกอบธุรกิจ อาทิ สัญญาและข้อตกลงต่างๆ และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาจึงมีน้ำหนักมากในส่วนของกระบวนการยุติธรรมไทยที่อยู่ในอันดับ 9 ได้คะแนน 7 คะแนน ดีกว่าจีนที่ 7.25 เวียดนาม 8.10 และอินโดนีเซียที่ 8.26 ส่วนประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่กระบวนการยุติธรรมมีความน่าเชื่อถือสูงสุดคือฮ่องกง 1.45 ตามด้วยสิงคโปร์ 1.92 ญี่ปุ่น 3.50 เกาหลีใต้ 4.62 ไต้หวัน 4.93 ฟิลิปปินส์ 6.10 มาเลเซีย 6.47 และอินเดีย 6.50 "ชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทยมีความสงสัยและคลางแคลงใจอย่างมาก ว่าแนวโน้มของการแพร่ขยายอำนาจของศาลยุติธรรมหรือตุลาการภิวัตน์จะเป็นผลดีกับประเทศจริงหรือไม่" เพิร์คระบุ สำหรับอินโดนีเซีย ซึ่งกระบวนการยุติธรรมเลวร้ายที่สุดนั้น เพิร์คชี้ว่า กระบวนการยุติธรรมของอินโดนีเซียก่อให้เกิดการโต้แย้งสูงจนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อความเชื่อมั่นของบริษัทต่างชาติ ขณะที่จีนและเวียดนามซึ่งรั้งอันดับท้ายเช่นกันเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมมีความเกี่ยวพันกับการแทรกแซงทางการเมืองอย่างมาก และพรรคคอมมิวนิสต์ของทั้งสองประเทศต่างก็อยู่เหนือกฎหมาย ส่วนอินเดียและฟิลิปปินส์แม้จะเป็นประชาธิปไตยแต่ก็ยังคงมีการทุจริตคอร์รัปชั่นสูง ด้านมาเลเซียกระบวนการยุติธรรมได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแทรกแซงทางการเมืองเช่นกัน

credit : มติชนรายวัน

Somchai gets the nod

The ruling People Power party (PPP) picked acting premier Somchai Wongsawat as its official candidate as prime minister as expected on Monday - but not unanimously.
The executive committee of the PPP agreed to nominate Mr Somchai when parliament meets on Wednesday. Various committees still have to meet, but the five coalition partner-parties also said they were on board with Mr Somchai.
The People's Alliance for Democracy (PAD), of course, rejected the nomination and vowed to continue their protest. Anyone from PPP or other coalition parties is unacceptable, the anti-governmnent group said.
But more serious opposition came from inside PPP.
"Friends of Newin" Chidchob, the banned but still powerful Thai Rak Thai party executive, threatened to break the party's ranks and vote for caretaker deputy prime minister and finance minister Surapong Suebwonglee on Wednesday, instead of Mr Somchai.
The Friends of Newin held their own press conference on Monday, calling for the party to reconsider its resolution to nominate deputy leader and acting PM Somchai.
The group presented the signatures of 73 MPs who support this stance.
This same group supported the selection of disqualified prime minister Samak Sundaravej back as premier, but now that he has declined the nomination, they've switched to support deputy leader Md Surapong as PM.
Songsak Thongsri, a key figure of Newin’s Friends faction in PPP, stated that Md Surapong is the most suitable person and is capable of running the country.
Caretaker agriculture and cooperatives minister and deputy leader of Chart Thai party Somsak Prissanananthakul stated that his party members will vote in support of the PM candidate proposed by the ruling PPP.
Caretaker natural resources and environment minister and Matchima Thipataya party leader Anongwan Thepsuthin also said her party will support the person nominated by PPP as the next prime minister.

credit : BangkokPost.com

'สุเทพ' ชี้ 'อภิสิทธิ์'เหมาะเป็นนายกฯ

วันนี้ (15 ก.ย.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่า ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ก่อนถึงวันลงมติเลือกนายกฯ ในวันที่ 17 ก.ย. เพราะในพรรคพลังประชาชนยังมีความขัดแย้งในการสรรหาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ อย่างไรก็ตามเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯในสถานการณ์แบบนี้ ทั้งนี้ไม่เคยมีแนวคิดสนับสนุน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ แต่เห็นว่ามีความเมาะสมที่สุดในบรรดาตัวเลือกที่พรรคพลังประชาชนเลือกไว้ เพราะสุภาพ ไม่แข็งกร้าวเหมือนผู้นำที่ผ่านมา.

credit : daily news online
www.dailynews.co.th

วุฒิสภา นัดถกงบปี 52 16 ก.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ จะมีการประชุมวุฒิสภานัดพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 1,835,000,000,000 บาท ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว โดยวุฒิสภาต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 168 วรรคสาม บัญญัติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 วุฒิสภา ได้รายงานตั้งข้อสังเกตในการจัดสรรงบประมาณไว้ 3 ส่วน คือ 1.นโยบายและการบริหารจัดการงบประมาณปี 2552 ว่า จากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่อาจมีการชะลอตัวการขายตัวทางเศรษฐกิจ และระดับเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลต้องพึงระวัง และควรมีมาตรการเตรียมความพร้อมในกรณีที่ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมาย 2.ประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายเชิงบูรณาการได้แก่ การกำหนดยุทธศาสตร์และกระบวนการในการพัฒนาคนไทยและสังคมไทยโดยมุ่งเน้นที่เด็กและเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ การจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การกำหนดนโยบายและทิศทางการวิจัยของประเทศ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ และ 3.การจัดสรรงบประมาณตามภารกิจของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ รายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้น ส.ว.เลือกตั้งและ ส.ว.สรรหาส่วนหนึ่ง เห็นว่ามีแนวทางดำเนินการ 2 ทางคือ อาจจะเสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาเลื่อนการพิจารณา หรืออาจไม่เห็นชอบในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ส่วนใหญ่เห็นควรดำเนินการในทางแรกมากกว่า เพราะเห็นว่ารัฐบาลที่จัดทำงบประมาณได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จึงควรรอรัฐบาลใหม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน รวมถึงการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภา มีปัญหาในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในส่วนการปรับเพิ่ม 4.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะ ในส่วนงบ 1.6 หมื่นล้านบาท ที่เป็นเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นเมื่การดำเนินการของสภาไม่ถูกต้อง ส.ว.จะเป็นตรายางให้ผ่านไปไม่ได้ เพราะจะถือว่าไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ จึงจะดำเนินการคัดค้านอย่างเต็มที่ ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตนจะเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้ชะลอการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯไว้ก่อน เพื่อให้รัฐบาลใหม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และนำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไปปรับปรุงตามนโยบายรัฐบาลใหม่ก่อน ซึ่งวุฒิสภายังมีเวลาพิจารณาถึงวันที่ 26 ก.ย. อีกทั้งขณะนี้ปัจจัยทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก จีดีพีตอนนี้อยู่ที่ร้อยละ 4.5 ไม่ใช่ 5.5 ตามที่ประมาณการไว้ในตอนแรก และอัตราเงินเฟ้อก็เปลี่ยนไป รวมถึงการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผ่านมา ก็กระทบต่อสถานะเศรษฐกิจอย่างมาก การประมาณการรายรับจึงอาจเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นตามหลักการมันควรรอรัฐบาลใหม่มาปรับปรุงก่อน เพื่อป้องกันรัฐบาลใหม่ปัดความรับผิดชอบ โดยอ้างว่างบตัวนี้ตั้งโดยรัฐบาลที่แล้ว และมาตรา 166 ยังระบุว่า หากออกพ.ร.บ.งบประมาณใหม่ไม่ทัน ก็ให้ใช้กฎหมายงบประมาณเก่านั้นไปก่อน ฉะนั้นจึงไม่น่ามีปัญหา นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้กระบวนการพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร อาจขัดรัฐธรรมนูญ เพราะมีการแปรญัตติลงพื้นที่ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 168 วรรคห้า กำหนดให้ปรับลดได้เท่านั้นและทำรายการเพิ่มไม่ได้ ถ้าจะทำเพิ่มต้องให้ครม.ทำเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามา ส่วนวรรคหกก็ห้ามส.ส.หรือกรรมาธิการแปรญัตติที่มีส่วนโดยตรงหรือโดยอ้อม จึงมีประเด็นในส่วนที่คณะกรรมาธิการของสภาปรับเพิ่ม 4.5 หมื่นล้าน จุดนี้จึงสามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ตามที่มาตรา 168 วรรคเจ็ดบัญญัติ แต่ตนจะรอดูก่อนว่า ส.ว.จะชะลอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาปรับปรุงร่างแล้วเสนอเข้าสภามาอีกครั้งหรือไม่ค่อยดำเนินการ ขณะที่นาย สมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การพิจารณาคงจะเป็นไปตามที่กำหนดไว้ และให้อภิปรายไปตามธรรมชาติ เพื่อที่จะให้รัฐมนตรีตอบข้อซักถาม ทั้งนี้ขณะนี้มีส.ว.แสดงความจำนงในการอภิปราย 74 คน ดังนั้น การประชุมในวันที่ 16 ก.ย. อาจได้แค่ครึ่งหนึ่ง และอาจพิจารณาต่อในวันที่ 19 ก.ย. แล้วจึงมีการลงมติในวันดังกล่าว ส่วนที่มีส.ว.จะเสนอให้ชะลอการพิจารณาออกไปก่อน ก็เป็นความคิดของส.ว.ส่วนหนึ่ง เพราะรัฐบาลคงเป็น 6 พรรคเหมือนเดิมไม่ได้มีการเปลี่ยนขั้ว และอาจมีการตั้งรัฐมนตรีคนเดิมกลับเข้ามาทำหน้าที่.

credit : daily news online
www.dailynews.co.th

พันธมิตรฯทนไม่ไหวลุยปรับปรุงสนามหญ้าตึกไทยฯ

พธม.ทนไม่ไหว ลุกขึ้นปรับปรุงพื้นที่หน้าสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้าก่อนจะล้มป่วยเป็นโรคตาย “จำลอง” ยันการเมืองใหม่ภาคประชาภิวัฒน์เกิดขึ้นได้ ถ้าหากพปช.กลับใจเลิกผูกขาดในรัฐสภา ระบุสัดส่วนไม่จำเป็นต้อง 70 / 30 อ้างที่ผ่านมาแค่ยกเป็นตัวอย่างเท่านั้น
(15ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่กองทัพธรรมประมาณ 100 คน นำโดย ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม ได้ช่วยกันรื้อไม้พาเหรดที่วางทับดินโคลนบริเวณหน้าสนามตึกไทยคู่ฟ้าออกเพื่อปรับพื้นที่ใหม่ เนื่องจากขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมประสบปัญหากับระบบสุขอนามัย โดยเฉพาะกลิ่นเน่าเหม็นและยุงลายที่มาวางไข่ตามแอ่งน้ำ โดยเจ้าหน้าที่กองทัพธรรมต้องโกยดินโคลนและหญ้าที่เน่าออก จากนั้นได้นำปูนขาวมาโรยทับถึง 3 ชั้นเพื่อฆ่าเชื้อโรคและป้องกันยุงลายมาวางไข่ พร้อมกันนี้ได้นำรถบำบัดน้ำเสียกำจัดกลิ่นและไขมันมาดูดดินโคลนที่เสียออกไปก่อนที่จะนำทรายมาเททับอีกชั้นหนึ่งเพื่อดูดซึมซับน้ำหากมีฝนตกลงมาอีก แล้วจึงนำไม้พาเหรดมาวางทับคืนที่เดิมเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้นั่งฟังการปราศรัย
ด้านพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ชี้แจงว่า แนวคิดการรื้อพื้นนั้นมาจากผู้ชุมนุมที่เป็นวิศกรได้แนะนำว่าหากปล่อยให้พื้นที่ดังกล่าวเน่าเหม็นจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและจะส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยได้ในอนาคต ดังนั้นทางกลุ่มพันธมิตรฯจึงขอปรับปรุงพื้นที่หน้าสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้าทั้งหมด โดยวิศวกรคนดังกล่าวเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด แต่ทางกลุ่มพันมิตรฯพยายามที่จะเรี่ยไรเงินเพื่อช่วยสมทบในการปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าว
ต่อมาเวลา 10.00 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายสมศักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯเสนอให้จัดตั้งรัฐบาลประชาภิวัฒน์ว่า รายละเอียดยังไม่ได้กำหนด เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นเป้าหมายก่อนและรอความเห็นจากหลายภาคส่วน สำหรับเป้าหมายรัฐบาลประชาภิวัฒน์เราต้องการผู้บริหารที่ไม่ทุจริต และยอมรับความคิดเห็นของประชาชนและมีส่วนร่วมกับประชาชนทุกส่วน รวมทั้งต้องตรวจสอบได้และถ้าไม่ดีต้องถอดถอนได้
เมื่อถามว่าแนวคิดการเมืองใหม่ยังคงยืนยันที่จะให้มีสัดส่วน 70 / 30 หรือไม่ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น แต่ที่เราเสนอมาเพื่อให้เป็นตัวอย่าง ไม่ต้องการส.ส.และส.ว.มาจากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้เข้ามายึดครองสภา
“ที่พันธมิตรฯไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเป็นแก้ไขเพื่อช่วยพวกพ้องตัวเอง ช่วยคนผิดให้กลายเป็นคนถูก พวกเราทนไม่ได้ที่จะให้กระบวนการยุติธรรมต้องถูกล่มสลาย พวกเราจึงต้องออกมา” พล.ต.จำลอง กล่าว
เมื่อถามว่าการเมืองใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้ายังมีพรรคพลังประชาชนอยู่ใช่หรือไม่ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ยืนยันว่าการเมืองใหม่จะเกิดขึ้นได้ถ้าหากพรรคพลังประชาชนกลับใจ โดยจะต้องเลิกการผูกขาดในรัฐสภา นักการเมืองต้องมาจากกลายกลุ่มหลายอาชีพต้องมาจากการคัดสรร
ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวคิดการเมืองใหม่จะไปถึงรัฐบาลได้อย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่จิตสำนึกของรัฐบาล ตนคิดว่าน่าจะมีการผลักดันเต็มที่เพื่อหาทางออก อย่างไรก็ตามคิดว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นประชาธิปไตยทางตรงที่มีตัวแทนมาจากหลากหลายสาขาอาชีพอย่างชัดเจน เชื่อมั่นว่าแนวคิดนี้จะเป็นจริงได้ โดยอาศัยการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ไม่ได้ยึดติดผลประโยชน์ส่วนตัว
ต่อข้อถามว่าถ้าพลังประชาชนยังยืนยันที่จะเสนอชื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทางกลุ่มพันธมิตรฯจะเคลื่อนไหวอย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เราก็ไล่อยู่แล้ว ถือว่าไม่ฟังเสียงของประชาชนคิดว่ารัฐบาลไม่สามารถอยู่ได้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง อย่างที่ผ่านมาที่มีการขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้นายสมัคร สุนทรเวช ได้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ กลับมาวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นเราต้องขับไล่ต่อไปจนกว่าคนพวกนี้จะออกไปอย่างเบ็ดเสร็จ และมีรัฐบาลประชาภิวัฒน์
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะไม่ให้โอกาสนายสมชายทำงานก่อนหรือ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เราไม่ยอมรับนายสมชายเป็นนายกฯใหม่ เพราะพฤติกรรมชัดเจนยิ่งกว่านายสมัคร สุนทรเวช ที่ถูกมองว่าเป็นนอมินี แต่นายสมชายเป็นยิ่งกว่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเจ้าภาพของการโกง ไม่ใช่เป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยเห็นว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาได้แสดงเจตนาอยู่กับคนทำชั่ว แต่ทำไมพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลจึงยังเสนอชื่อนายสมชายเป็นนายกฯอยู่อีก

credit : คม ชัด ลึก
www.komchadluek.net

"อนุพงษ์"ปฏิเสธหนุนคนพปช.นั่งนายกฯ

"อนุพงษ์”ปฏิเสธหนุนคน พปช.นั่งนายกฯ ชี้นายกฯ คนใหม่ต้องลดความขัดแย้งได้ สั่งเรียกประชุม คกก.ดูแลความมั่นคงรับมือม็อบวันโหวตนายกฯ
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกระแสข่าวให้การสนับสนุนคนภายในพรรคพลังประชาชนขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ตนขอปฎิเสธถึงข่าวดังกล่าว ไม่เป็นความจริง และขอยืนยันว่า ตนไม่เคยให้การสนับสนุนใครคนใดคนหนึ่งในพรรคพลังประชาชน อย่างที่บางคนนำไปกล่าวอ้าง เนื่องจากตนไม่เคยสนับสนุนบุคคลใดบุคคลหนึ่งในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะการเลือกสรรตัวนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง ทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือก้าวก่ายทางการเมืองอย่างแน่นอน
ส่วนนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้น เห็นว่าจะต้องเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมและต้องเป็นคนที่สามารถคลี่คลายปัญหา ลดความขัดแย้งสามารถยุติปัญหาในบ้านเมือง และทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นได้
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์เพื่อดูแลความมั่นคงนั้น ส่วนหนึ่งจะใช้คณะกรรมการชุดเดิมที่จะมาจากทุกส่วนราชการมาเป็นผู้วิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางปฏิบัติให้ทางรัฐบาลทราบว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการชุดใหม่จะมีการประชุมหารือหลังจากที่รักษาการนายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่ง ซึ่งน่าจะลงนามในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 16 ก.ย.นี้
ขณะนี้ทางเลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กำลังเสนอคำสั่งนี้ให้กับทางรัฐบาลอยู่ เมื่อลงนามเรียบร้อย คณะกรรมการจะสามารถประชุมได้ทันที หรืออย่างช้าในวันที่ 17 ก.ย.นี้ เพื่อเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คาดว่าเหตุการณ์จะไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามในการดูแลความเรียบร้อยเรามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลักในการดูแลอยู่แล้ว

credit : คม ชัด ลึก
www.komchadluek.net

ลุ้นน้ำมันโลกปตท.จ่อลดราคา โอดแบกภาระนำเข้า"แอลพีจี"

ปตท.แจงบาทอ่อนดันต้นทุนเพิ่ม รอดูราคาน้ำมันโลกอีก 1-2 วันหากยังลงเตรียมปรับราคา โอดแบกภาระนำเข้าแอลพีจีแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท คาดถึงสิ้นปีไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้าน
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังลดลงต่อเนื่อง ใน 1-2 วันนี้ ปตท.จะพิจารณาปรับลดราคาน้ำมันลง ซึ่งการที่ ปตท. ไม่ได้ปรับราคาจำหน่ายในประเทศลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมา 2-3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น
ส่วนการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) นั้น ยอมรับว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายนนี้ ปตท.ต้องแบกรับภาระการนำเข้าแอลพีจีแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท และคงต้องรับภาระการนำเข้าต่อไปทุกเดือน จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่มาพิจารณาปรับราคาแอลพีจีในภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้เพิ่มขึ้น คาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้ ปตท.ต้องรับภาระจากราคานำเข้าแอลพีจีเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
รายงานข่าวระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้กำหนดปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากต้องนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาตัดสิน แต่เมื่อเกิดปัญหาทางการเมืองจึงยังไม่มีการประชุมและพิจารณาการปรับขึ้นราคาแอลพีจี
แหล่งข่าว จากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้ทำแผนการปรับราคาแอลพีจีสำหรับภาคขนส่งไว้เป็นขั้นบันได เบื้องต้นได้มีการเสนอปรับราคาก๊าซแอลพีจีไว้ที่ 5 ระดับ โดยจะให้ปรับราคาขายก๊าซแอลพีจีครั้ง 2 บาท เป็นเวลา 5 ครั้ง ดังนั้นราคาก๊าซแอลพีจีสำหรับรถยนต์จากลิตรละ 11 บาทเริ่มต้นแต่ราคาสูงสุดอยู่ที่ลิตรละ 21 บาท

credit : คม ชัด ลึก
www.komchadluek.net

การเมืองยุ่ง-การมุ้งแย่ 'เซ็กซ์เกรด4' ชายไทย 'ดีกรีหย่อน'


การเมืองไทยที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายต่อเนื่องมานาน ส่งผลให้คนไทยจำนวนมากทั้งเบื่อ ทั้งเครียด ทั้งเดือดร้อนจากผลกระทบที่เกิดขึ้น...ไม่ว่าจะกับการใช้ชีวิตประจำวัน การทำมาหากิน การทำธุรกิจ บางคนถึงกับเปรยติดตลกว่าติดตามข่าวคราวการเมืองตอนนี้แล้วเซ็งสุด ๆ จน จะพาให้ “เซ็กซ์เสื่อม” ได้ง่าย ๆ ?!? เรื่องการเมืองจะมีส่วนมาก-น้อยอย่างไร...ก็ไม่รู้ล่ะ... รู้แต่ว่า “เซ็กซ์เสื่อม” นี่....คนไทยก็เป็นกันไม่น้อย !! ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีรายงานการสำรวจตัวเลขผู้ชายทั่วโลกที่อยู่ใน ภาวะเซ็กซ์เสื่อมหรือมีอาการ “หย่อนสมรรถภาพทางเพศ” พบว่ามีมากกว่า 100 ล้านคน และในจำนวนคนกลุ่มนี้ก็มีจำนวนมากที่มีปัญหาความเครียด กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว เกิดอาการซึมเศร้า สูญเสียความนับถือในตัวเอง สำหรับในประเทศไทย ก็เคยมีการทำการสำรวจเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2547 โดยมีการสำรวจชายไทยทั่วประเทศที่มีอายุระหว่าง 40-70 ปี จำนวน 1,250 คน และพบว่าในจำนวนนี้หย่อนสมรรถภาพทางเพศในอัตรา 43% โดยมีอาการตั้งแต่น้อยคือ ร่วมเพศไม่สำเร็จ สำเร็จบางครั้ง ไปจนถึงไม่สามารถ จะร่วมเพศได้เลย อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือเซ็กซ์เสื่อม เรื่องนี้ก็ส่งผลลบต่อเนื่องหลายด้าน จึงมีการให้ความสำคัญกับการรักษามากขึ้น และช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมาก็มีวิธีการรักษาที่ได้ผลมากขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ในเมืองไทยได้มีการจัดสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง “10 ปีแห่งนวัตกรรมระดับโลก เพื่อสัมพันธ์รักที่สุขสมระดับเกรด 4” โดย บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และมีการเชิญ ศ.นพ.เออร์วิน โกลด์สทีน ผอ.ศูนย์การแพทย์ด้านเพศ ซานดิเอโก โรงพยาบาลอัลวาราโด มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับโลก มาร่วมด้วย และทาง ศ.นพ.เออร์วินก็ได้แสดงทรรศนะ ผ่าน พญ.อรนุช อรุณทัต ผอ.ฝ่ายการแพทย์ของไฟเซอร์ ซึ่งก็น่าสนใจ... “เกรด 4.-.4 เกรด” กับเรื่อง “สัมพันธ์รักที่สุขสม” นั้น ขยายความโดยทฤษฎีการประเมินภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ของ ศ.นพ. เออร์วิน ก็คือ... เป็นการ “ประเมินระดับการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายโดย แบ่งเป็นเกรด 1-4” หรือ “Erection Hardness Score” ได้แก่... เกรด 1 อวัยวะเพศขยายขนาดใหญ่ขึ้น แต่ไม่แข็งตัว, เกรด 2 อวัยวะเพศแข็งตัว แต่ไม่แข็งพอที่จะสอดใส่เพื่อมีเพศสัมพันธ์ได้, เกรด 3 อวัยวะเพศแข็งตัว พอที่จะสอดใส่เพื่อมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ยังแข็งตัวไม่เต็มที่, เกรด 4 อวัยวะ เพศแข็งตัวได้อย่างเต็มที่ และเต็มขนาด ซึ่งชายทั่วไปก็ย่อมอยากจะเป็นเกรด 4 อย่างไรก็ดี ในสภาพความเป็นจริงนั้น ชายที่สัมพันธ์รักสุขสมไม่ ถึงระดับเกรด 4 มีจำนวนมาก โดยผู้ชายที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหย่อนสมรรถ ภาพทางเพศ หรือ “Erectile Dysfunction : ED” นั้น ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป (อายุน้อยกว่านี้ก็เสี่ยงได้ ถ้าอวัยวะเพศถูกกระแทกแรง ๆ), ผู้ที่มีไขมันในเส้นเลือดสูง, ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน, ผู้ที่อ้วนลงพุง, ผู้ที่สูบ บุหรี่ และจากการศึกษาเพิ่มเติมยังพบว่า ผู้ที่ขี่จักรยานนาน ๆ บ่อย ๆ ก็เสี่ยง เนื่องจากน้ำหนักจะกดทับเส้นเลือดบริเวณอวัยวะเพศขณะนั่งบนเบาะจักรยานที่เล็ก ศ.นพ.เออร์วินบอกว่า... อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่คน ทั่วโลกเป็นกันมานานนี้ ในอดีตไม่มีการศึกษากันอย่างจริงจังและคิดว่าปัญหาเกิดจากสมอง แต่เมื่อมีการศึกษาเรื่องนี้ก็ทำให้รู้ว่าในเพศชายเกิดจากการอุดตันของเส้นเลือดที่อยู่ในส่วนของอวัยวะเพศ เลือดไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ทำให้อวัยวะเพศไม่แข็งหรือแข็งไม่เต็มที่ ซึ่งเส้นเลือดแดงที่เป็นท่อนำเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศนั้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 1 มิลลิเมตรเท่านั้น เทียบกับเส้นเลือดที่หัวใจแล้วจะเล็กกว่า 4 เท่า จึงมีสิทธิที่จะอุดตันได้เร็ว “ผู้ที่มีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวควรรีบไปพบแพทย์ เพราะคน ที่เส้นเลือดที่อวัยวะเพศอุดตันก็เป็นสัญญาณเตือนว่าเส้นเลือดหัวใจอาจจะ อุดตันได้ และจากการศึกษามา 5 ปีพบว่าผู้ที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทาง เพศ 11% จะหัวใจวายจากการที่เส้นเลือดหัวใจอุดตัน” ...ผู้เชี่ยวชาญระบุ ส่วนการรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้น ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมาก็มีพัฒนาการเป็นลำดับ กล่าวคือ... ปี 2516 เริ่มใช้วิธีผ่า ตัดฝั่งแกนเทียมเข้าไปในอวัยวะเพศ, ปี 2526 เริ่มรักษาโดยการใช้กระบอกสุญญากาศ, ปี 2538 เริ่มรักษาด้วยวิธีการฉีดยาเข้าในอวัยวะเพศ, ปี 2540 เริ่มใช้วิธีการสอดยาผ่านเข้าทางท่อปัสสาวะ และปี 2541 จนปัจจุบัน ก็มีวิธีรักษาด้วยยาชนิดรับประทาน มีการศึกษาจริงจังจนทำให้ได้ตัวยาที่ช่วยผู้ป่วยได้ ด้วยวิธีที่ง่าย สะดวก มีประสิทธิภาพ โดยสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านจิตใจ เป็นโรคซึมเศร้า ทำให้หย่อนสมรรถภาพทางเพศ สามารถใช้ยาช่วยได้ พอหาย ซึมเศร้าการแข็งตัวก็จะดีขึ้นเอง และหยุดใช้ยาได้ “เรื่องทางเพศนั้นเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เป็นเรื่อง ที่ไม่สามารถแยกออกจากชีวิตของมนุษย์ การที่ทำให้อาการหย่อนสมรรถ ภาพทางเพศหาย ช่วยทำให้สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ดี ก็จะทำให้ชีวิตคู่มีความสุข สภาพจิตใจผู้ป่วยก็ดี มีความสุขขึ้น” ...ศ.นพ.เออร์วิน ระบุ “เซ็กซ์เสื่อม” ผู้ชายไทยก็เป็นกันจำนวนมิใช่น้อย ๆ แก้ไขให้กลับมา “เกรด 4” ได้...ชีวิตคู่ก็น่าจะดีขึ้น แต่ “ดีที่สุดคือไม่ทำตัวให้เสี่ยง” ก่อนวัยอันควร !!.




08 กันยายน 2551

นักศึกษา-พลังที่บริสุทธิ์

กลุ่มพลังนิสิตนักศึกษา กลับมา แสดงบทบาททางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่หายไปกว่า 30 ปี เครือข่ายนิสิตนักศึกษาเยาวชนกู้ชาติ ประกาศว่านิสิตนักศึกษาจากกว่า 80 สถาบัน จากทั่วประเทศ ไม่น้อยกว่า 8,000 คน จะนัดหยุดเรียนหยุดสอบ และไปร่วม ชุมนุมกันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ในวันอังคาร ที่ 9 กันยายน เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ลาออก
นิสิตนักศึกษาเคยเป็นพลังสำคัญ ในทางการเมือง เช่น เคยชุมนุมเดินขบวนคัดค้าน การเลือกตั้งสกปรก จนนำไปสู่รัฐประหาร เมื่อปี 2500 แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นิสิตนักศึกษาเคยเป็นผู้นำในการต่อสู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ คือการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการ และการฟื้นฟูประชาธิปไตย
เหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบานในประเทศไทย แต่ก็อยู่ได้ไม่ นาน เพราะเกิดความแตกแยกในสังคมไทย แบ่งเป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา และในที่สุด มีการล้อมปราบและเข่นฆ่านักศึกษา ที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์และนำไปสู่รัฐประหารอีกครั้ง ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยผู้ยิ่งใหญ่
เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ทำให้พลังนิสิตนักศึกษาหายไป นิสิตนักศึกษาเป็นอันมากที่หนีเข้าป่า บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้เผด็จการ หรือกึ่งเผด็จการเป็นเวลาหลายปี นักศึกษารุ่นต่อๆมา ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง หรือปัญหาสาธารณะต่างๆ แต่ หลงใหลในลัทธิบริโภคนิยม และความบันเทิงส่วนตัว แต่พลังนักศึกษาถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ในยุคที่นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี
การตื่นตัวทางการเมืองครั้งใหม่ ของนักศึกษา เกิดขึ้นในยุคที่ผู้นำรัฐบาลถือว่า การแสดงบทบาททางการเมืองนอกสภา เป็น “การเมืองข้างถนน” รัฐมนตรีศึกษาธิการออกมาปรามไม่ให้นักศึกษายุ่งเกี่ยวการเมือง สวนทางกับแนวความคิดประชาธิปไตย แบบที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งนักปฏิรูปการเมืองได้เขียนไว้ ทั้งในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เป็นเวลานานกว่าสิบปี
ประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม เป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า นัก ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งส่วนหนึ่ง จึงอาจจะตามไม่ทัน เพราะยึดติดอยู่แค่ “การเลือกตั้ง” เลือกตั้งเสร็จ (ซื้อเสียงด้วย) ก็เป็นอันจบสิ้น มอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้ผู้ชนะ ที่จะทำอะไรได้ ตามใจชอบ ประชาชนไม่มีหน้าที่มาตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองผู้ชนะเลือกตั้ง จึงทำให้ลัทธิการฉ้อราษฎร์บังหลวงเบ่งบาน
การกลับมาแสดงบทบาททางการเมืองของกลุ่มพลังนิสิตนักศึกษา ในยามที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะวิกฤติการเมือง จึงน่าชื่นชมยินดี นิสิตนักศึกษาเป็นเยาวชน เป็นพลังที่บริสุทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ ไม่ได้มุ่งแสวงอำนาจส่วนตัว แต่อยากจะเห็นการเมืองที่สะอาดโปร่งใส แต่ก็ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ระวังอย่าให้นักการเมืองสกปรก ใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือทางการเมือง.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

มีเรื่องเล่ากันในหมู่คนวงในใกล้ชิดว่า “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีเครื่องรางของขลัง “หลวงพ่อฉิม” ไว้ใช้ห้ามฟ้าห้ามฝน บนบานเวลาเปิดเวทีป



แต่เก่งเรื่อง “ห้ามฝน” ก็คงไม่เกี่ยวกับการบนบานศาลกล่าว เรียกฟ้าเรียกฝนให้เทกระหน่ำกรุงเทพฯอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน เหมือนเป็นใจช่วย “ลุงหมัก”
โดยเฉพาะเวทีม็อบพันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาล เจอพายุคะนองถึงกับมีปรากฏการณ์ลูกเห็บถล่มเวทีปราศรัยและเต็นท์ของผู้ชุมนุมจนกระเจิดกระเจิง
อาเพศหรือเหตุธรรมชาติ
ที่แน่ๆแกนนำม็อบพันธมิตรฯต้องรีบนิมนต์หลวงปู่พุทธอิสระ วัดอ้อมน้อย จังหวัดนครปฐม มาทำพิธีแก้บาปเคราะห์ พร้อมกับกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ “ลุงหมัก” และคณะรัฐมนตรี เป็นการแก้เคล็ด
แต่ก็ไม่วายเกิดเหตุการณ์ประหลาด หลังจากกรวดน้ำได้ไม่นาน เกิดฟ้าผ่าเสียง ดังสนั่นหวั่นไหว
เคราะห์ดีที่ทำเนียบฯมีสายล่อฟ้า จึงไม่มีใครได้รับอันตราย
เล่นเอาใจแป้วก็แล้วกัน
ฟ้าฝนไม่เป็นใจกับเกมหักดิบรัฐบาลที่เลยผ่านเสี้ยวนาทีแห่งวิกฤติ “ม็อบชนม็อบ” มีคนเจ็บตายก็แล้ว ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยังไม่เร้าสถานการณ์
แม้แต่นาทีวัดใจเสียวๆ
“ลุงหมัก” ยื่นกระบองให้ แต่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เล่นบทชิ่งทำเฉย เลือกเป็นยักษ์ใจดี ไม่รับมุกลุยม็อบ จนลูกข่ายพรรคพลังประชาชนออกมาเปิดเกมไล่บี้ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ขณะที่ “ลุงหมัก” ขอมติ ครม.รวบอำนาจการสั่งการมาไว้ในมือนายกฯ รวมถึงการสั่งการทหารโดยไม่ต้องผ่านสภากลาโหม
เปิดเกมเพาเวอร์เพลย์หยั่งเชิงกันในที
แต่ก็ยังไม่มีอะไรในกอไผ่
ต่างฝ่ายต่างขึงพืด ไม่มีใครพลาดตกเป็นเหยื่อของเกมชิงมวลชน
“ดื้อ” เจอ “ด้าน” เฉือนกันไม่ลง
และก็เป็นอะไรที่ต้องเปิดมุกใหม่ ด้วยการปลุกระดมเครือข่ายนักศึกษาเป็นหน่วยหน้าในการเคลื่อนไหวกดดัน “ลุงหมัก” แทนแกนนำม็อบที่ปักหลักรักษาที่มั่นอยู่ในทำเนียบรัฐบาล
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้มอบตัว สู้ข้อหากบฏ
ขยับเขยื้อนไม่คล่องตัวเหมือนเก่า
แต่ที่สะดุดเต็มๆ ในคิวเดียวกัน หลวงปู่พุทธอิสระได้เทศนาเชิงตำหนิแกนนำม็อบพันธมิตรฯที่ชูธงพิมพ์เขียวการเมืองใหม่ แบ่งโควตา ส.ส. “ลากตั้ง” ร้อยละ 70 ลด ส.ส.เลือกตั้งเหลือแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ จนเป็นเหตุให้สังคมผงะอำนาจนอกระบบ นายกฯสมัครได้ทีอ้างเป็นเหตุในการสู้ไม่ถอย
ต้องอยู่เฝ้าบ้านเมืองเพื่อคนส่วนใหญ่
ป้องกันลัทธิที่คิดแบบไม่เป็นประชาธิปไตย
และก็เป็นอะไรที่อยู่ในสายตาสื่อต่างชาติ ล่าสุดนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ ของอังกฤษ ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ “เลวร้ายยิ่งกว่ารัฐประหาร” (Worse than a coup) เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา อ้างถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
โดยระบุว่าแม้นายสมัคร สุนทรเวช จะมีประวัติด่างพร้อย และถูกกล่าวหามาตลอดว่ามีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 แต่กลุ่มพันธมิตรฯได้เรียกร้องหาการปกครอง แบบเผด็จการ
ไม่มีสิทธิทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยมหาชน
อีกทั้งการปกครองรูปแบบใหม่ที่เสนอให้มี ส.ส.จากการแต่งตั้งมาก กว่า ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง จะทำลายอำนาจการต่อรองของประชาชนในชนบท
ข้อเสนอนี้จะส่งผลกระทบต่อชาติบ้านเมืองเข้าขั้นเลวร้ายกว่าการทำรัฐประหารเสียอีก
ดิ อีโคโนมิสต์ ยังอ้างถึงการละเมิดคำสั่งศาลของม็อบพันธมิตรฯ รวมถึงการบุกยึดสนามบินว่าเป็นการสร้างผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาจทำให้ประเทศไทยถูกคว่ำบาตรได้
บทวิเคราะห์ขัดหูซะขนาดนี้
ไม่รู้จะโยน “คนหนีภัย” ที่อังกฤษล็อบบี้สื่อฝรั่งอีกหรือเปล่า.
จาก : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน 2551

สมัครย้ำบนเวทีปราศรัยไม่ยุบสภา-ไม่ลาออก อังคารหน้าอาจยกครม.ไปสุพรรณฯ


นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวยืนยันบนเวทีปราศรัย จ.อุดรธานี ค่ำวันนี้ว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่ต่อ โดยจะไม่ยุบสภาและไม่ลาออก

และในสัปดาห์หน้าอาจจะเดินทางไปจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.สุพรรณบุรี เป็นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการหารือประเด็นนี้กับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยในวันพรุ่งนี้ "ขอเรียนตรงนี้ว่า ไม่ยุบสภาไม่ลาออก และจะทำตามชาวอุดรฯ บอกคือสู้สู้...มาวันนี้มารายงานให้ท่านทราบว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำความผิด ไม่ได้สกปรก ท้าทายให้ตรวจสอบได้"นายสมัคร กล่าวตอนท้าย ๆ ของการปราศรัย นายสมัคร กล่าวว่า การปราศรัยในวันนี้ไม่ได้ต้องการปลุกระดมชาวอุดรธานี แต่ขอร้องให้ประชาชนอย่าชุมนุมหรือก่อเหตุวิวาทกับกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ถ้าบ้านเมืองสงบค่อยออกมาแสดงท่าที เพราะขณะนี้บ้านเมืองไม่สงบ เนื่องมาจากการที่กลุ่มบุคคล 5 คนไปปลุกระดมประชาชนและเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลก็มีที่มาถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่คนที่ไปยึดทำเนียบรัฐบาลไม่มีสถานะทางกฎหมาย หากเป็นนายกฯคนอื่นคงทนไม่ได้และอาจทำตามข้อเรียกร้องไปแล้ว แต่ตนเองไม่ใช่คนแบบนั้น เพราะจะไม่มีวันยอมให้คนเหล่านั้นมาสั่งได้ โดยยืนยันที่จะทำหน้าที่เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ นายสมัคร ยังท้าวความถึงที่มาของการต่อต้านรัฐบาลชุดนี้ว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยในเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นช่วงไล่เลี่ยกับที่รัฐบาลประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้ตนเองกลายเป็นเหยื่อของบุคคล 5 คนออกมาต่อต้าน นอกจากนั้น ยังมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามามาคือนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าหวาว่าหมิ่นเบื้องสูง จนต้องลาออกจากตำแหน่ง ต่อมาก็มีกรณีเขาพระวิหารที่ทำให้นาย

นพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศต้องลาออกไปอีก แต่ทุกครั้งรัฐบาลก็ยอมมาตลอด ยอมจนถึงขั้นให้ปิดถนนสามเดือน แต่สุดท้ายพันธมิตรกลับใช้ช่องทาง ASTV เป็นสื่อด้านเดียวปลุกระดมประชาชนให้ออกมาขับไล่รัฐบาลอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง นายสมัคร กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้พูดคุยกับฝ่ายทหารเข้าใจกันดี และมั่นใจว่าจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะในฐาะนที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมก็ได้ประชุมและหารือกับผบ.เหล่าทัพตลอดเวลาอยู่แล้ว