แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Nan_Zaa Sec 1 ID:5131601171 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Nan_Zaa Sec 1 ID:5131601171 แสดงบทความทั้งหมด

03 พฤศจิกายน 2551

โอบาม่ากับแมคเคนเร่งหาเสียงใน 48 ชั่วโมงสุดท้าย


บารัก โอบาม่า กับจอห์น แมคเคน สองตัวแทนชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของพรรคเดโมแครตกับรีพับลิกัน ต่างใช้เวลา 48 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งใน 4 พฤศจิกายน เร่งรณรงค์หาเสียง เพื่อชิงความเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ซึ่งรวมทั้งการที่โอบาม่าบอกกับผู้สนับสนุนมากกว่า 60,000 คน ที่เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอว่า "เหลืออีกเพียง 2 วันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอเมริกา และการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มขึ้นที่รัฐโอไฮโออันยิ่งใหญ่" ( We are two days away from changing America, and it's going to start right here in the great state of Ohio.)
โอบาม่าให้คำมั่นว่าจะมีการเมืองใหม่สำหรับช่วงเวลาใหม่ พร้อมระบุว่า เขามีสายลมแห่งความซื่อตรงหนุนหลัง เพื่อขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรก ขณะที่โพลล์ทั่วประเทศล่าสุดที่นำออกเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ ของ "ซอคบี้ อินเตอร์เนชั่นแนล" ระบุว่าโอบาม่านำแมคเคนร้อยละ 49.5 ต่อ 43.8 ขณะที่ "วอชิงตัน โพสต์-เอบีซี นิวส์ ให้โอบาม่านำร้อยละ 53 ต่อ 44 และโพลล์รายวันของ"ราสมุสเซน"( Rasmussen daily poll ) ระบุว่าโอบาม่านำที่ร้อยละ 51 ต่อ 46 ส่วนโพลล์ระดับรัฐต่างๆบ่งชี้ว่าโอบาม่ามีโอกาสสูงกว่าแมคเคนมาก ที่จะได้อีเลคโทรัล โหวต 270 เสียงที่จำเป็นต้องได้ เพื่อได้เป็นประธานาธิบดี
โอบาม่าใช้เวลาในวันอาทิตย์หาเสียงในรัฐโอไฮโอ รัฐสวิง สเตท สำคัญทั้งสำหรับเขาและแมคเคน หลังจากคะแนนที่รัฐนี้ เคยตัดสินชัยชนะของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช เหนือวุฒิสมาชิกจอห์น เคร์รี่ ของเดโมแครตในการเลือกตั้งเมื่อปี 2547 ในวันจันทร์ เขาจะหาเสียงที่ฟลอริด้า นอร์ทคาโรไลน่า และเวอร์จิเนีย ก่อนกลับไปเฝ้ารอดูผลที่บ้านในเมืองชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ ส่วนแมคเคนซึ่งในวันอาทิตย์หาเสียงในแถบรัสต์-เบลท์ จะปิดท้ายการหาเสียงในวันจันทร์ด้วย 7 รัฐ คือฟลอริด้า เทนเนสซี่ เพนซิลเวเนีย อินเดียน่า นิวเม็กซิโก และเนวาดา ก่อนกลับไปที่รัฐของเขาคือ อริโซน่า
เมื่อวันเสาร์กับอาทิตย์ แมคเคนตระเวนหาเสียงด้วยรถบัสนาน 2 วัน ในรัฐแถบรัสต์-เบลท์ (the rust-belt states) ซึ่งหมายถึงรัฐที่มีความสำคัญด้านอุตสาหกรรมหนักและการผลิตของสหรัฐ ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกับแถบมิด แอตแลนติค และบางส่วนของแถบอัปเปอร์ มิดเวสต์ ) ซึ่งรวมทั้งการที่เขาจัดการหาเสียงช่วงเที่ยงคืนเป็นครั้งแรกที่รัฐฟลอริด้า หลังหาเสียงในรัฐเพนซิลเวเนียกับนิว แฮมเชียร์
แมคเคนเน้นโจมตีโอบาม่าในประเด็นความรักชาติและแผนการขึ้นภาษี ขณะที่โอบาม่าโจมตีเขาในประเด็นเศรษฐกิจ และตอกย้ำว่าเขาจะสานต่อนโยบายต่างๆของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช กับปฏิเสธการที่รองประธานาธิบดีดิ๊ค เชนีย์ ออกมาสนับสนุนแมคเคนเมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่าแมคเคนคือผู้ที่สมควรจะได้เป็นผู้นำสหรัฐฯ เพราะเข้าใจถึงอันตรายที่สหรัฐกำลังเผชิญอยู่

"ทนาย" พร้อมยื่นศาลฎีกาขอ "สมัคร" ไปรักษาตัวต่างประเทศ

13:35 น.
นายประชุม ทองมี ทนายความของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ถึงกรณีที่มีข่าวว่า นายสมัคร เตรียมเดินทางไปรักษาโรคมะเร็งตับที่ประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่การเดินทางออกนอกประเทศของนายสมัคร ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด ต้องขออนุญาตจากศาลฎีกาก่อน เนื่องจากนายสมัครยังมีคดีความหมิ่นประมาทนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จนถูกศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก 2 ปี อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ตนยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายสมัคร เพื่อให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ขอเดินทางออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนายสมัครติดต่อมา ทนายความได้เตรียมเอกสารไว้แล้วและสามารถดำเนินการได้ทันที
นายประชุม กล่าวต่อว่า หากทีมทนายยื่นคำร้องไป เชื่อว่าศาลฎีกาจะอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศได้ เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นความผิดส่วนตัวและมีโทษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ประชุม พปช.นัดพิเศษ ดันหนุนแก้รธน.

เมื่อเวลา 13.00 น.ที่พรรคพลังประชาชน ได้นัดประชุมวาระพิเศษ โดยเชิญนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา291 แต่มีส.ส.มาเข้าร่วมประชุมอย่างบางตา เนื่องจาก ส.ส.ส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่ซึ่งจะได้มีการหารือในกาประชุมพรรควันที่ 4 พ.ย.นี้อีกครั้ง
ต่อมาเวลา 14.25 น. ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน ได้แถลงภายหลังการประชุมพรรคนัดพิเศษถึงความคืบหน้าประเด็นการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ในที่ประชุมนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงว่าการแก้ไขรธน.291 เพื่อตั้งส.ส.ร.3 เป็นแนวทางที่รัฐบาลอยากให้เกิดความสมานฉันท์ให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมทั้งฝ่ายค้านหรือวุฒิสภาและประชาชนทั่วไป เพราะต้องการให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและให้ส.ส.ร.ที่จะตั้งขึ้นจำนวน 120 คน ภายในเวลา 60 วันได้ทำงานอย่างอิสระ ปราศจากการครอบงำโดยขั้นตอนในการดำเนินการจะใช้เวลา 180 วัน หรือ ประมาณ 8 เดือน ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่สภาเพื่อลงมติเห็นชอบ
ทั้งนี้ ขณะนี้พรรคได้รวมรายชื่อ ส.ส.และส.ว.ให้ได้ครบตามจำนวน คาดว่าจะยื่นญัตติเสนอต่อประธานรัฐสภาได้ในสัปดาห์หน้า และอาจนำเข้าบรรจุสู่วาระการประชุมวาระแรกในวันที่ 12-13 พ.ย. นี้ จากนั้นตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมสองสภา ไปพิจารณาใช้เวลา 1 เดือนอย่างเร็ว

15 กันยายน 2551

ส.ส.เข้าประชุมรับทราบมติพรรคให้สมชายนั่งนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ส.ส.พรรคพลังประชาชนได้รับทราบมติของคณะกรรมการบริหารพรรค ที่เลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ในการประชุมจะมีการพิจารณาและเปิดอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยขณะนี้มี ส.ส. ทยอยเดินทางเข้าร่วมประชุมพรรคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนาได้ออกมาแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ยอมรับมติพรรค

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่า กลุ่มอีสานพัฒนายอมรับมติพรรคที่เสนอนายสมชายเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนกรณีที่ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินมีความเห็นแตกต่างนั้น คงต้องยึดหลักเสียงส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ที่ยอมรับในมติพรรค และเชื่อว่าความเห็นต่างของ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน จะสามารถตกลงทำความเข้าใจกันได้

08 กันยายน 2551

ศาลชี้ชะตาสมัคร







ศาลชี้ชะตา สมัคร วันนี้ ชิมไปบ่นไป ขาดคุณสมบัติ?

สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก INN NEWS และ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก เมื่อเวลา 09.30 น. วานนี้ (8 กันยายน) นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ในการรับจัดรายการ "ชิมไปบ่นไป" และรายการ "ยกโขยง 6 โมงเช้า" เป็นนัดสุดท้าย โดยนัดไต่สวน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายศักดิ์ชัย แก้ววรรณีสกุล กรรมการบริหารบริษัท เฟซ มีเดีย ผู้ผลิตรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยง 6 โมงเช้า โดย นายสมัคร ได้ให้การยืนยันต่อศาลว่า การจัดรายการดังกล่าวไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือเงินเดือน โดยจะได้รับเป็นครั้งคราวตามที่จัดรายการ ในลักษณะรับจ้างไม่ใช่ลูกจ้าง ทั้งนี้เมื่อมีการกำหนดวันหาเสียงเลือกตั้ง ก็ได้ศึกษาข้อกฎหมายกับทนายความ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า สามารถทำได้ในลักษณะรับจ้าง อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการร้องเรียนเข้ามาตนก็ได้ยุติการจัดรายการ พร้อมกับสั่งให้มีการงดนำเทปที่บันทึกไว้ไปออกอากาศทันที จึงมั่นใจว่าตนไม่ได้ทำผิด พร้อมกันนี้ยังสาบานกลางศาลว่า หากตนกล่าวเท็จขอให้ไม่เจริญ
"ผมยืนยันและสาบานไว้ตรงนี้ด้วยว่า ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ถ้าผมไปเรียกร้องอะไรเขาล่ะก็ ขออย่าให้ผมมีความเจริญ ขอให้บรรลัยวายวอดไปก็แล้วกัน แต่หากผมไม่ได้ทำอย่างนั้น ต้องให้ผมมีความเจริญรุ่งเรือง" นายสมัคร กล่าว ทั้งนี้คณะตุลาการได้ใช้เวลาสืบพยานทั้ง 2 ปากเป็นเวลา 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นคณะตุลาการได้ประชุมเพื่อกำหนดนัดอ่านคำวินิจฉัย โดยศาลนัดคู่ความฟังคำวินิจฉัยใน วันนี้ (9 กันยายน) เวลา 14.00 น. อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในวันอังคารที่ 9 กันยายน ว่านายสมัครมีคำผิดตามคำฟ้องจริง จะส่งผลให้นายสมัครจะต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในทันที ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) แต่ความเป็น ส.ส.ยังคงอยู่ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีก็จะต้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีไปทั้งคณะ อย่างไรก็ตาม นายสมัครสามารถจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้เหมือนเดิม หากสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อให้กลับมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ขอขอบคุณข้อมูลจาก

04 กันยายน 2551

สภาฯ ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 ก.ย. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ในวาระสอง โดยนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวรายงานว่า งบประมาณที่ตั้งไว้ 1,835,000,000,000 บาท คณะกรรมาธิการปรับลดลงจำนวน 45,009,585,700 บาท โดยพิจารณาจากงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ภารกิจที่มีเป้าหมายไม่ชัด และการดำเนินการไม่ประหยัดเช่น ค่าอบรม สัมมนา จ้างเหมา วิจัย ค่าที่ปรึกษา การดำเนินการไม่น่าทันเวลาปีงบประมาณ งบค่าครุภัณฑ์ และโครงการที่ใช้เงินจากแหล่งอื่นได้ ส่วนที่ปรับเพิ่มจำนวน 45,009,585,700 บาท แบ่งเป็นงบประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการของหน่วยราชการที่เพิ่มขึ้น และงบประมาณ 1.5 หมื่นล้าน สำหรับเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส.ส.จับกลุ่มวิจารณ์ปัญหาผู้ชุมนุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ได้รับความสนใจจากสมาชิกเท่าที่ควร เพราะส่วนใหญ่ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์การหาทางออกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีว่าจะเลือกใช้แนวทางใด ขณะเดียวกัน การอภิปรายในสภาฯ ยังคงพาดพิงไปถึง สถานการณ์ทางการเมือง โดย ส.ส.พรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ปะทะคารมกันเป็นระยะ เริ่มจากนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขอตัดงบประมาณทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่านายกรัฐมนตรีไม่สามารถจะบริหารประเทศต่อไปได้ เพราะได้ออก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมอบอำนาจให้ ผบ.ทบ.เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด จึงน่าจะให้ ผบ.ทบ.เป็นผู้บริหารประเทศแทน และไม่ไว้ วางใจว่า นายกฯ จะสามารถบริหารงบประมาณของประเทศให้เกิดประโยชน์ได้ เพราะยังคงปล่อยให้สามเกลอหัวกลมออกรายการ “ความจริงวันนี้” พูดข้างเดียวอยู่ทุกวัน จึงอยากให้สามเกลอหัวขาดกลับบ้านที่ จ.นครศรีธรรมราชบ้าง จะได้รู้ว่าชาวบ้านคิดอย่างไรกับตัวเอง ทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ลุกขึ้นโต้ตอบทันทีว่า ตนจะกลับบ้านหรือไม่มันไปหนักอวัยวะของใครมิทราบ
ข้องใจ กมธ.ตัดงบสร้างสมานฉันท์
จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณารายมาตรา โดยมาตรา 3 ยอดรวมงบประมาณ จำนวน 1,835,000,000,000 บาท ผู้สงวนคำแปรญัตติส่วนใหญ่ เห็นว่าเป็นการตั้งงบประมาณที่สูงเกินไป โดยนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย อภิปรายขอให้ปรับลด 8% และตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีหลักเกณฑ์การปรับลด เพราะบางโครงการที่มีความสำคัญเช่น งบส่งเสริมความปรองดอง สมานฉันท์ ฟื้นฟูและส่งเสริมประชาธิปไตย ที่ตั้งไว้ 58,942,800 บาท นอกจากไม่เพิ่มให้แล้วกรรมาธิการยังตัดงบส่วนนี้ลงถึง 317,400 บาท ทั้งนี้มี ส.ส.อภิปรายมาตรานี้อย่างกว้างขวาง ใช้เวลานานถึง 7 ชั่วโมง ก่อนมีมติเห็นชอบตามคณะกรรมาธิการด้วยคะแนน 234 ต่อ 101 งดออกเสียง 2
อัดงบกลางขาดการตรวจสอบ
สำหรับการพิจารณาในมาตรา 4 งบกลางจำนวน 2.4 แสนล้านบาท นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า งบสำรองฉุกเฉินตามมาตรา 4 (5) เป็นงบเฉพาะของนายกรัฐมนตรีจำนวน 48,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง งบส่วนนี้ตั้งเอาไว้สูงทุกปี ในระหว่างการพิจารณาวาระแรกนั้น มีผู้มาชี้แจงของบส่วนนี้เพิ่มเติม 6,000 ล้านบาท เพราะกลัวว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้นงบนี้เป็นงบน่ากลัว เพราะขาดการตรวจสอบ นอกจากนี้ ในส่วนของเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญที่ใช้เป็นค่าชดเชยเออร์ลี่ รีไทร์ ปรากฏว่าผู้ที่เออร์ลี่ รีไทร์ ได้เงินเสร็จกลับถูกว่าจ้างกลับมา ในอัตรา เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว รวมทั้งเงินปรับวุฒิข้าราชการที่ไปกระจุกตัวอยู่กับข้าราชการซี 9-11 เท่านั้น และยิ่งใกล้มีการเลือกตั้งก็มีการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการประจำ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน งบกลางได้กินงบประมาณทั้งหมดไปถึง 16% แสดงให้เห็นว่าไม่มีวินัยทางการคลัง เบียดบังงบประมาณแผ่นดินไปมาก
สุดอู้ฟู่ให้งบสร้างรัฐสภาใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ผ่านการแก้ไขจากคณะกรรมาธิการแล้ว มีข้อน่าสนใจตรงที่มาตรา 26 งบประมาณของหน่วยงานรัฐสภา เนื่องจากคณะกรรมาธิการมีมติให้เพิ่มงบประมาณขึ้นอีก 4,170,454,600 บาท จากที่เดิมตั้งไว้ 3,843,536,100 บาท แยกเป็นเพิ่มให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 162,254,600 บาท เพื่อนำไปเป็นงบช่วยเหลือค่าครองชีพข้าราชการระดับต้น จ้างอัตราใหม่ และซื้อคอมพิวเตอร์ ส่วนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้งบประมาณเพิ่มถึง 4,008,200,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ค่าชดเชยที่ดิน 266 ล้านบาท ค่ารื้อถอนและก่อสร้างให้กรุงเทพมหานคร 100 ล้านบาท ให้กระทรวงกลาโหม 785 ล้านบาท ให้โรงเรียนโยธินบูรณะ 200 ล้านบาท และก่อสร้างบ้านพักให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 150 ล้านบาท ที่เหลืออีก 2,506 ล้านบาท เป็นการตั้งงบ ประมาณเพื่อเป็นค่าก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ โดยให้เหตุผลความจำเป็นไว้ท้ายงบประมาณด้วยว่าเป็นรายการที่ต้องดำเนินการตามมติ ครม. จึงต้องตั้งงบผูกพัน ข้ามปีไว้ 4 รายการ ตั้งแต่ปี 2552 จำนวน 2,506,400,000 บาท ปี 2553 ผูกพันงบประมาณ 3,008,400,000 บาท ปี 2554 ผูกพันงบประมาณ 3,008,400,000 บาท และปี 2555 ผูกพันงบประมาณ 3,788,400,000 บาท

02 กันยายน 2551

พผ.มีมติถอนตัวร่วมรบ.ร้องพรรคอื่นทบทวน เครือข่ายสังคม-อธิการบดีม.รัฐ21แห่งลงมติจี้"หมัก"ยุบสภา-ลาออก

นิรโทษกรรมสากลร้องไทยเคารพเสรีภาพแสดงความเห็น ขณะที่อธิการบดีมหาวิทยาลัย 21แห่งมีมติให้"สมัคร"ยุบสภาทันทีแก้วิกฤต-ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน องค์กรเอกชน-นักวิชาการ-องค์กรสื่อรุมจี้นายกรัฐมนตรีไขก๊อก ประณามมีการสร้างสถานการ์เพื่อสร้างเงื่อนไขใช้พระราชกำหนด
P { margin: 0px; }
(คลิกอ่าน รวมแถลงการณ์จี้"สมัคร"ลาออก-ค้านประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน)

5 เครือข่ายองค์กรสังคมเรียกร้อง"หมัก"ลาออกหรือยุบสภา

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ อดีต ส.ว.กทม.ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก เปิดเผยว่า กลุ่มองค์กร 5 เครือข่ายสังคม ด้านเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ครอบครัว และคนพิการ ซึ่งมีสมาชิกกว่า 96 องค์กร ได้เฝ้าดูสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งนายกรัฐมนตรี ออกประกาศพ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ทางองค์กร 5 เครือข่ายขอเรียกร้องให้รัฐยุติความรุนแรงไม่ให้ประชาชนเกิดความกระทบกระทั่งจนนำไปสู่การปะทะกัน และขอเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้วยการลาออก หรือ ยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งข้อเรียกร้องขององค์กรหากรัฐบาลหรือนายกฯไม่ดำเนินการการทางองค์กรเครือข่ายจะเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นายวัลลภ กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้นายกฯต้องลาออก หรือไม่ก็ยุบสภา แต่ก็เชื่อว่า นายกฯที่ชื่อนายสมัคร คงไม่เลือกตายเดี่ยว ถ้าจะตาย นายกฯก็คงเลือกยุบสภา มากกว่าคือ ให้ตายกันทั้งหมด ส่วนกรณีที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมอบให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เป็นการโยนเผือกร้อนให้กับพล.อ.อนุงพษ์ ไปเต็ม ๆ ซึ่การกระทำของนายกฯเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว คือ ปัดการแก้ปัญหาให้ พล.อ.อนุพงษ์ และยืมมือทหารในการปราบม็อบๆ ยังดีที่พล.อ.อนุพงษ์ แถลงข่าวว่า จะไม่ใช่ความรุนแรงในการสลายม็อบ เป็นลักษณะประคองตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามการกระทำของนายกฯครั้งกลับทำให้ประชาชนเข้ามาร่วมกับม็อบมากขึ้น
"สัจจานุภาพ"มีมติถอนตัวพรรคร่วม เผยถก"สุวิทย์"แล้วที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กันยายน น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส กลุ่มสัจจานุภาพ พรรคแผ่นดิน แถลงร่วมกับ ส.ส.ในกลุ่มถึงจุดยืนทางการเมืองภายหลังนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีประกาศใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินว่า กลุ่มสัจจานุภาพไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว เพราะจากที่ได้ประกาศใช้กฎหมายนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นได้ก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้นมาก อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชนแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดไม่ได้รับโทษทางแพ่งและทางอาญา ทางกลุ่มจึงมีมติจะเสนอความเห็นนี้กับที่ประชุมพรรคเพื่อให้ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตามเราคงต้องเรียกร้องรัฐมนตรีในโควต้าของพรรคถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วม โดยมตินี้ได้หารือกับนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินแล้วและนายสุวิทย์ก็เห็นด้วยที่จะต้องออกจากเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ร่วมครม. อีกทั้งนายสุวิทย์ยังเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคได้ทบทวนการจะอยู่ร่วมกับพรรคพลังประชาชนต่อไปด้วย

"นิรโทษกรรมสากล" ร้องไทยเคารพเสรีภาพแสดงความเห็น

มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวเอพี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ องค์การนิรโทษกรรมสากลได้แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกข้อห้ามเรื่องเสรีภาพในการแสดงความเห็น ที่ระบุไว้ในข้อกำหนดของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร และเรียกร้องว่ารัฐบาลไม่สมควรใช้ข้อกำหนดนี้ เพื่อล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านอื่นๆ

นายเบนจามิน ซาวัคคี นักวิจัย กล่าวว่า กฏหมายระหว่างประเทศให้สิทธิ์แก่ประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็นได้ แม้ในช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

อธิการบดีมรัฐ21 แห่งลงมติให้"หมัก"ยุบสภา

เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 2 กันยายน 2551 ที่โรงแรมสยามซิตี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐ 21 แห่งประชุมในนาม ทปอ. จากนั้นนายมณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ประธานในที่ประชุมพร้อมด้วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงแถลงว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันให้เสนอแนวทางต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขวิกฤตชาติ ได้แก่

1.ขอเรียกร้องให้นายกฯเสียสละด้วยการยุบสภาทันทีเพื่อระงับความวุ่นวาย

2.ขอให้นายกฯ และ ครม.ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจ
ปชป.แถลงอัด"หมัก"รุนแรงชี้ประวัติการเมืองอันตราย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกประชุมแกนนำและส.ส.ของพรรคเป็นการด่วน เพื่อหารือถึงสถานการณ์ดังกล่าวและกำหนดท่าทีของพรรค ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยใช้เวลาประชุมนาน 3 ชั่วโมง จากนั้น นายอภิสิทธิ์ แถลงผลการประชุม ว่า พรรคได้ติดตามสถานการณ์และรับทราบข้อเท็จจริงต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจของรัฐบาลที่ประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจึงขอแสดงท่าทีและจุดยืน ผ่านแถลงการณ์ ดังนี้
1.เราขอแสดงความเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น กับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมถึงครอบครัวของบุคคลเหล่านี้ ตนถือว่าการสูญเสียของทุกคนคือการสูญเสียของคนไทย ไม่ว่าจะเป็น นปช.หรือพันธมิตรฯ และพรรคจะติดตามว่าคนเหล่านี้ได้รับการดูแล การชดเชย หรือการเยียวยาตามที่ควรจะเป็นหรือไม่
"ผมอยากจะถามนายกฯ ว่าที่ท่านได้ปฏิเสธข้อเสนอต่างๆ ของเรา และบอกว่าจะตัดสินใจแบบของท่านเพื่อรักษาบ้านเมือง อยากจะถามว่านี่หรือการรักษาบ้านเมืองของท่านที่นำให้คนไทยต้องมาปะทะกันถึงขั้นฆ่ากันตาย และเราทราบว่ายังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่กำลังเดินทางเข้ามาและพร้อมจะมีการใช้ความรุนแรง"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
2.พรรคยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกประเภท แต่ไม่ได้ปฏิเสธสิทธิการชุมนุมของกลุ่มใด แต่จะต้องเป็นลักษณะต่างคนต่างชุมนุม ไม่ใช่มีเจตนาทำร้ายอีกฝ่าย ขณะเดียวกัน ทั้ง 2 ฝ่ายต้องไม่มีการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง

3.จากการติดตามและประมวลข้อมูลทั้งหมด เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุหรือเรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจงใจของผู้มีอำนาจที่ต้องการนำบ้านเมืองมาสู่จุดนี้ เพื่อสร้างเงื่อนไขนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน และนำไปสู่จุดหมายอื่นต่อไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจ ซึ่งพรรคมีข้อมูลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวของคนในรัฐบาล ทั้งระดับรัฐมนตรี ส.ส. และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแกนนำรัฐบาล อาจรวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีด้วยที่สนับสนุนให้ประชาชนเดินทางเข้ามาเพื่อให้เกิดการเผชิญหน้ากัน และมีการปลุกระดมในที่ชุมนุมอย่างชัดเจนให้ออกมาร่วมเคลื่อนไหว แม้กระทั่งมีการให้รางวัลแก่ผู้ที่สามารถกระทำการที่นำไปสู่ความรุนแรงต่ออีกฝ่ายได้
"ใครก็ตามที่ติดตามประวัติของนายกฯคนนี้จะไม่รู้สึกแปลกใจใดๆ เลย ใครที่สงสัยในวันที่นายกฯเข้าสู่ตำแหน่งและมีการรื้อฟื้นเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ขึ้นมา โดยมีการตั้งข้อสงสัยและห่วงใยไปถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งวันนี้ก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าถ้ามีนายกฯ ที่มีประวัติและท่าทีเช่นนี้ บ้านเมืองจะเข้าสู่วิกฤติแน่นอน ในอารยประเทศ ถ้ามีการบริหารประเทศผิดพลาดและจงใจให้เกิดเหตุร้ายแรงเช่นนี้ จะต้องมีการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองและทางกฎหมายด้วย ปัญหาของบ้านเมืองวันนี้ ผมไม่รู้จะเรียกร้องอะไรจากนายกฯได้อีก เพราะท่านไม่ใช้เหตุผล ไม่ใช้สติ เรียกร้องอะไรไปก็ไม่เกิดผล แต่ขอย้ำว่าสังคมที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เจริญแล้ว ความรับผิดชอบอยู่ที่นายกฯเต็มๆ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
4.การที่นายกฯมอบหมายอำนาจให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) รับผิดชอบนั้น ตนเห็นว่า ผบ.ทบ.กำลังถูกวางตัวให้เป็นเหยื่อรายต่อไปของนายกฯ เพราะถ้า ผบ.ทบ.ดำเนินการแล้วเกิดความรุนแรงขึ้น ตนมั่นใจว่านายกฯจะโยนความผิดให้ผบ.ทบ. โดยอ้างว่ามอบอำนาจทางกฎหมายให้แล้ว ในทางกลับกัน ถ้าผบ.ทบ.ไม่ดำเนินการหรือไม่สนใจ ปล่อยให้เหตุการณ์เกิดความร้ายแรงต่อไป นายกฯก็จะดำเนินการกับผบ.ทบ.ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ จึงขอเรียกร้องให้ผบ.ทบ.ยืนอยู่ข้างประเทศชาติและประชาชน การคลี่คลายสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนี้ต้องคำนึงถึงความละเอียดอ่อนในสถานการณ์ความขัดแย้ง เพราะไม่ใช่เป็นการประกาศภาวะฉุกเฉินจากภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ หรือจากการกระทำของกลุ่มใดที่ไม่สามารถควบคุมการกระทำของตัวเองได้ แต่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่โยงใยถึงผู้มีอำนาจเข้ามายุยงส่งเสริม
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ดังนั้น ผบ.ทบ.ต้องแสดงให้คนไทยเห็นว่าจะใช้อำนาจอย่างมีสติ และห่วงใยชีวิตของทุกคน รวมถึงจะไม่ใช้ความรุนแรง และใช้อำนาจที่มีเปิดการเจรจาเพื่อหาทางออกและเอาความเป็นธรรมกลับคืนสู่สังคม เช่น การมอบอำนาจให้จัดการกับสื่อมวลชนที่ยั่วยุ ขอให้เริ่มต้นจากสื่อของรัฐก่อน ถ้าต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมคลี่คลายปัญหาในเรื่องใด พรรคพร้อมให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น เรื่องสำคัญที่สุด คือ ต้องไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และต้องใช้การเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุด
คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นำโดยนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี รองอธิการบดี 10 คน คณบดี 20 คน ผู้อำนวยการสำนักและผู้อำนวยการสถาบัน 12 คน รวมจำนวน 42 คน ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์เรียกร้องให้ทหารและตำรวจงดเว้นการใช้กำลังและใช้ความรุนแรงใดๆ ต่อผู้ชุมนุมทุกฝ่าย ขอให้ทุกฝ่ายยุติการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ขอให้นายกรัฐมนตรีเสียสละให้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ เพื่อให้เวลาและให้โอกาสแก่สังคมไทยในการเยียวยาความเสียหาย
องค์กรเอกชน-นักวิชาการทั่วประเทศแถลงการณ์ต้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน 31 คณาจารย์ มธ. จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศิลปากร นเรศวร สุโขทัยธรรมาธิราช, คณาจารย์ 30 คนของคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ, คณาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิต, เครือข่ายทันตแพทย์เพื่อประชาธิปไตย นำโดยทันตแพทย์ไพศาล กังวลกิจ, มูลนิธิ 14 ตุลาฯ นำโดย นพ.วิชัย โชควิวัฒน, ชมรมแพทย์ชนบท นำโดย นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ, ภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน, คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรเครือข่าย, เครือข่ายประชาสังคมเพื่อความสมานฉันท์ภาคเหนือ 72 องค์กร นำโดยนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ฯลฯ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียกเลิกประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และขอให้เสียสละด้วยการลาออกหรือยุบสภาอย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากนี้ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย, ชมรม ส.ส.ร. 50, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย โดยนางชมัยพร แสงกระจ่าง นายกสมาคม, คณาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นำโดยนายสุริชัย หวันแก้ว, เครือข่ายสังคมไทยพร้อมใจปฏิเสธความรุนแรง นำโดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล, สภาทนายความไทย ออกแถลงการณ์ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี ละเว้นการใช้วิธีการใดๆ ที่เป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความรุนแรง
ส่วนเครือข่ายคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน นำโดยนางทิชา ณ นคร ออกจดหมายเปิดผนึกถึงคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช และครอบครัวแนะนำให้นายสมัครลาออกหรือยุบสภา
นอกจากนี้ รศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับตัวแทนนักศึกษาและคณาจารย์ แถลงให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็ว และขอให้ผู้นำรัฐบาลพิจารณาลาออก หรือยุบสภา
ที่มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ เครือข่ายประชาสังคมเพื่อความสมานฉันท์ภาคเหนือ จำนวน 72 องค์กร ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายสมัครลาออกจากนายกฯ และยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร ตัวแทนนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี ออกแถลงการณ์ชื่นชมรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ร่วมกันคลี่คลายสถานการณ์ด้วยความอดทนในการใช้แนวทางสันติวิธีต่อผู้ชุมนุม ส่วนองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้กำลังใจรัฐบาล

พันธมิตรเผย"ผบ.ทบ"ยังไม่ขอเจรจา ลั่นยุบสภาแก้ปัญหาไม่ได้ "เยาวชนกู้ชาติ"จี้นายกฯลาออก-รับผิดชอบ

"สมศักดิ์"เผยผบ.ทบยังไม่ขอเจรจา ลั่นยุบสภาแก้ปัญหาไม่ได้ นศ.วาง"พวงหรีด"ประท้วง"สมชาย" สั่งห้ามร่วมพันธมิตร พันธมิตรฯ ภาคใต้ฮือยึด "ศาลากลาง" ด้านนักรบ "กล่องข้าวน้อย" บุกสมทบกรุงฯ หลังแกนนำเมิน "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ยันชุมนุมต่อ ปัดข้อเสนอ "อนุพงษ์" ขอเจรจา ย้ำเงื่อนไขนายกฯ ต้องลาออกสถานเดียว ดึงแนวร่วมวัยโจ๋ น.ศ.แห่ขึ้นเวที
P { margin: 0px; }
"สมศักดิ์"เผยผบ.ทบยังไม่ขอเจรจา ลั่นยุบสภาแก้ปัญหาไม่ได้

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวเมื่อวันที่ 3 ก.ย.ว่า ยังไม่ได้รับการประสานเรื่องการเจรจา จากพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ทั้งนี้ พันธมิตรฯ ขอยืนยันว่าทางออกของปัญหา คือการที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องลาออก และมีการเมืองใหม่ที่ไม่มีขั้วการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลรวม

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า พันธมิตรฯ ไม่ได้เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ และคิดว่าการประกาศยุบสภาไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องที่ส่ออันตราย เพราะรัฐบาลสามารถโกงการเลือกตั้ง เพื่อกลับมาใหม่ได้

นายสมศักดิ์ กล่าวถึงมาตรการการดำเนินการตัดน้ำและไฟฟ้า ว่า เรื่องนี้ยังคงเป็นไปตามมติที่ประกาศไว้ โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องรอดูความชัดเจนในช่วงบ่ายวันที่ 3 ก.ย.นี้

"เยาวชนกู้ชาติ"จี้นายกฯลาออก สร้างวัฒนธรรมการเมือง

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 3 ก.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนิสิตและนักศึกษาเครือข่ายเยาวชนกู้ชาติ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเป็นการรับผิดชอบเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเชื่อว่าหากนายสมัครลาออก จะเป็นการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว

จากนั้นในเวลา 15.00 น. กลุ่มนิสิตและนักศึกษาฯ จะเดินทางเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะดังกล่าว ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลวชิระต่อไป

นศ.วาง"พวงหรีด"ประท้วง"สมชาย" สั่งห้ามร่วมม็อบ

เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 3 ก.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชดำเนินประมาณ 30 คน ได้เดินทางไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อควางพวงรีด ที่มีข้อความว่า "อาลัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตายจากหัวใจเยาวชน" พร้อมอ่านแถลงการเรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาตัวเองโดยการลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากนายสมชายได้ห้ามนักเรียนและนักศึกษา ที่สนใจทางการเมืองแสดงความคิดเห็นและเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยราชดำเนิน กล่าวว่า จะให้เวลานายสมชายพิจารณาเรื่องนี้ 7 วันข้างหน้า โดยเราหวังว่านายสมชายจะอนุญาตให้นักเรียนและนักศักษาสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้ และอนุญาตให้หยุดการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาต่างๆ ด้วย
พันธมิตรจ.ชุมพรแห่บุกยึด "ศาลากลาง" ได้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 07.30 น.เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายสุนทร รักษ์รงค์ ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดชุมพร ในฐานะผู้ประสานงานพันธมิตรฯ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้ออกแถลงการณ์ บริเวณหน้าสถานีรถไฟ อ.เมือง จ.ชุมพร ภายหลังที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร มีใจความดังนี้

"พันธมิตรฯ 14 จังหวัดภาคใต้ ขอประกาศอารยะขัดขืนขั้นสูงสุด คือให้แกนนำพันธมิตรฯ ทุกจังหวัดเข้ายึดศาลากลางทุกจังหวัดและยึดสนามบินจนกว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะลาออก ส่วนการการปิดถนนนั้น เป็นแนวทางสุดท้ายที่จะดำเนินการขั้นต่อไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแนวร่วมที่จะเดินทางขึ้นกรุงเทพมหานคร"

จากนั้นนายสุนทรได้นำผู้ชุมนุมประมาณ 500 คน ได้ชุมนุมที่ศาลากลางจังหวัดชุมพร

ด้านนายมานิต วัฒนเสน ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมและประสานงานกับตำรวจภูธรจังหวัด (ภ.จว.) ชุมพร สภ.เมืองชุมพร และอาสาสมัคร (อส.) จากกองร้อย อส.จ.ชุมพร เพื่อคอยรักษาความสงบเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังได้ปิดประตูเข้าออกด้วย แต่ผู้ชุมนุมได้ปีนและตัดกุญแจจนสามารถเข้าไปยึดพื้นที่ได้

พันธมิตรสุราษฎร์ฯจะชุมนุมที่ศาลากลาง ค้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 3 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานีได้เปิดใช้ตามปกติแล้ว โดยแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า จะชุมนุมเพื่อสนับสนุนพันธมิตรฯ ที่กรุงเทพมหานครบริเวณศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรง และแสดงเจตนารมย์ให้เห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร

พันธมิตรภูเก็ตยังปิดศาลากลาง กดดัน"สมัคร"ลาออก

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 3 ก.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดภูเก็ต ได้ประกาศปิดศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เพื่อใช้เป็นสถานที่ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร และกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

นักรบพันธมิตร "กล่องข้าวน้อย" บุกสมทบกรุงฯ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่สวนอาหารร้านตะวันแดง ถนนสายรอบเมือง เขตอำเภอเมือง จังหวัดยโสธร กลายเป็นจุดนัดรวมพลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของจังหวัดยโสธร โดยมี นายวุฒิชัย คำเหลา หรือ (แก่นกีต้าช้าย) เตรียมเคลื่อนพลเข้าสมทบกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กรุงเทพมหานคร ไม่ต่ำกว่า 100 คน โดยใช้รถบรรทุก 6 ล้อ และรถยนต์ส่วนตัว เพื่อขนย้ายกลุ่มและขนเสบียง ข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่ม ที่มีประชาชนทยอยเดินทาง นำมาบริจาค ให้กับกลุ่มพันธมิตรฯยโสธร นำไปช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กรุงเทพมหานคร

นายวุฒิชัย คำเหลา แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯจังหวัดยโสธร เปิดเผยว่า การเคลื่อนพล และขนเสบียงอาหาร เข้าไปสมทบช่วยเหลือ กลุ่มพันธมิตรที่กรุงเทพฯ ในวันนี้ ตนและคณะไม่หวั่น แม้จะถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกดดัน ตั้งด่านสกัดกั้น ตามรายทาง เพราะมีการ เตรียมความพร้อม เอาไว้แล้วโดยมีการ์ดที่รักษาความปลอดภัยไปด้วยโดยใช้ชื่อว่า”นักรบก่องข้าวน้อย”ที่จะรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทางในการเดินทางในวันนี้
พันธมิตรให้นายกฯออกก่อนเจรจา

ภายหลังจากที่รัฐบาลโดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้พระราชกำหนดบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จุดยืนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงยืนยันให้นายกฯ ลาออก

เมื่อเวลา 15.40 วันที่ 2 กันยายน นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ว่า พันธมิตรจะยอมเจรจาก็ต่อเมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) รับเงื่อนไขของพันธมิตรเท่านั้น นั่นคือรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ต้องลาออก

ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เวลา 18.00 น. ว่า ตนเชื่อในสิ่งที่ พล.อ.อนุพงษ์พูด เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่ปฏิบัติคำสั่งของนายสมัครถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก ตอนเช้า ที่ไม่ปิดเอเอสทีวีตามคำสั่งของนายสมัคร และไม่รู้ว่า พล.อ.อนุพงษ์จะเข้ามาเจรจาเมื่อไร แต่จุดยืนพันธมิตรคงเดิม คือจะไม่เจรจาจนกว่านายสมัครจะลาออก ส่วนที่ระบุว่า พรุ่งนี้ (3 ก.ย.) จะเป็นจุดจบของรัฐบาล เป็นเพียงการมองโลกในแง่ดีของตน เป็นเพียงการให้ความหวังกับตัวเอง

น.ร.-น.ศ.หลายสถาบันร่วมชุมนุม

ในช่วงบ่ายเวลา 13.45 น. นายสนธิกล่าวบนเวทีอีกครั้งว่า เชื่อว่าทหารจะไม่ทำร้ายประชาชน ขอเรียกร้องให้ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดมาร่วมกันช่วยบ้านช่วยเมือง และเรื่องราวต่างๆ จะคลี่คลาย

ขณะเดียวกัน หลังจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แถลงว่า จะไม่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของพันธมิตรที่อยู่ในทำเนียบ แต่จะใช้การเจรจา ทำให้บรรยากาศการชุมนุมภายในทำเนียบผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น หลังจากตึงเครียดมาตลอดทั้งวัน และตั้งแต่เวลา 15.00 น. มีประชาชนทยอยเดินทางไปร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า และล้นออกไปจนถึงลานจอดรถทางประตู 5 จนต้องตั้งเต๊นท์เพิ่มเติม โดยมีนักเรียนและนักศึกษาจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรอย่างหนาตาด้วย อาทิ คณาจารย์และนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกว่า 50 คน ที่ถือป้ายเดินขบวนให้กำลังใจพันธมิตร รวมทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยสวมชุดนักศึกษาทยอยขึ้นเวที เรียกร้องให้นักศึกษาทั่วประเทศออกมาร่วมชุมนุมกับพันธมิตร และขับไล่รัฐบาล และในช่วงหัวค่ำก็ยังมีประชาชนจากต่างจังหวัดทยอยมาร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง

ม็อบตื่นถังแก๊สบึ้ม-น้ำไม่ไหล

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ประตู 5 เกิดเหตุแก๊สหุงต้มของรถเข็นขายกาแฟระเบิดขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ สร้างความแตกตื่นให้กับผู้ชุมนุมที่ชุมนุมที่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สามารถเข้าระงับเหตุโดยพ่นสารดับเพลิงและดับไฟได้ภายใน 10 นาที ขณะเดียวกัน เกิดเหตุปั๊มน้ำประปาภายในทำเนียบมีปัญหาจนใช้การได้ ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใจว่า รัฐบาลตัดน้ำ-ตัดไฟ แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าเหตุเกิดจากปั๊มน้ำประปาเกิดเหตุขัดข้อง จึงให้ช่างประปามาซ่อมแซมจนใช้ได้ภายใน 1 ชั่วโมง

"จำลอง"เชื่อทุกอย่างจบใน1-2วัน

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร ขึ้นเวทีขอความเห็นจากผู้ชุมนุมว่าจะยังชุมนุมต่อไปหรือไม่ ซึ่งมีเสียงโห่ร้องตอบรับกลับมาทันที พล.ต.จำลองจึงกล่าวว่า "ในเมื่อมีมติเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น เราจะอยู่สู้ต่อไป หลังรัฐบาลประกาศสภาวะฉุกเฉินเชื่อว่า ขั้นแรก จะมีการบุกเข้ามาจับกุมแกนนำ แต่เมื่อแกนนำถูกจับไปแล้ว ก็จะมีคนและองค์กรต่างๆ มาชุมนุมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ขอให้พี่น้องอดทนกันอีกนิด เชื่อว่าทุกอย่างจะจบภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้อย่างแน่นอน ขอรับรองว่าเราจะต้องชนะแน่นอน" พล.ต.จำลองกล่าว และว่า มติของแกนนำ จะไม่เรียกร้องทหาร ไม่ชม ไม่ด่า ไม่สนใจ จะทำอะไรหรือไม่ทำก็เรื่องของคุณ แต่เรื่องพันธมิตรคือการกู้ชาติ

ติง"อนุพงษ์"ระวังใช้อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ด้านนายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร ร่วมแถลงข่าวที่ห้องสื่อมวลชน ว่าแกนนำพันธมิตรหารือและได้ข้อสรุปว่าเราจะปักหลักชุมนุมต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นั่นคือนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และ ครม.ชุดนี้จะต้องลาออก และไม่มีรัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชน ส่วนที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นเกิดจากการสร้างสถานการณ์ของรัฐบาลจนเกิดความรุนแรง เห็นได้ชัดว่าตำรวจเปิดทางให้ นปช.เข้ามา เพื่อที่จะปราบปรามประชาชน ถือเป็นการยกระดับการต่อสู้ของรัฐบาล

"เป็นแผนของนายสมัคร ที่จะให้ประชาชนเผชิญหน้ากับทหาร ถ้า พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ระมัดระวังในการใช้อำนาจ จะไม่ต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หรือพฤษภาทมิฬ ปีž35 ถ้าหากรัฐบาลใช้กำลังสลายการชุมนุมจนเกิดความสูญเสียก็จะถือเป็นรัฐบาลทรราช ที่จะทำให้ประชาชนต้องขับไล่มากยิ่งขึ้น" นายพิภพกล่าว

ด้านนายกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ กล่าวบนเวทีปราศรัยที่ทำเนียบ ว่าอยากเขียนจดหมายถึงคุณหญิงสุรัตน์ ภริยานายสมัคร เพื่อขอให้นำตัวนายสมัครกลับไปทำกับข้าวที่บ้าน ดีกว่าจะมาทำกับข้าวเปื้อนเลือด เพราะเคยเปื้อนเลือดมาจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และพฤษภาทมิฬ หากเดือนกันยายนนี้จะเป็นคนทำให้เกิดเหตุนองเลือดอีก เกรงว่าผลกระทบจะไปตกอยู่กับคุณหญิงสุรัตน์ และบุตรสาวฝาแฝดทั้ง 2 คนด้วย

พันธมิตรปิดถนนคุ้มกัน"เอเอสทีวี"

เมื่อเวลา 10.00 น. บริเวณบ้านพระอาทิตย์ที่ตั้งสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี มีกระแสข่าวว่าทหารและ นปช.จะปิดสถานีโทรทัศน์เอไอเอสทีวี ทำให้กลุ่มพันธมิตรที่วางกำลังไว้อยู่เดิมและที่เข้ามาเสริม 200-300 คน วางกำลังเพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าออกสถานีเอเอสทีวี โดยมีการตรวจตราผู้เข้าออกสถานที่ดังกล่าวอย่างเข้มงวด กระทั่งเวลา 13.30 น. กลุ่มพันธมิตรได้ทำการปิดถนนพระอาทิตย์ทั้งเส้น ซึ่งมีความยาว 3 กิโลเมตร โดยนำยางรถยนต์และลวดหนามมาปิดถนนไว้เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่เข้าปิดการออกอากาศ หลังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เพื่อรักษาความปลอดภัยและพยายามให้รถที่จอดอยู่ในบริเวณดังกล่าวเคลื่อนย้ายออกไป
ขณะที่พิธีกรบนเวทีที่ทำเนียบรัฐบาลประกาศว่า เริ่มมีการตัดสัญญาณเคเบิลทีวีในต่างจังหวัดบ้างแล้ว หากมีการตัดสัญญาณเอเอสทีวี พันธมิตรก็จะไปตัดไฟบ้านนักการเมืองรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นบ้านของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

ขณะที่ในช่วงบ่าย สัญญาณการถ่ายทอดสดการชุมนุมในทำเนียบผ่านโทรทัศน์เอเอสทีวีมีปัญหา โดยสัญญาณขาดหายไปเป็นระยะๆ

ช่วงเช้าผู้ชุมนุมพันธมิตรบางตา

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมพันธมิตร ภายในทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันที่ 2 กันยายน หลังเกิดเหตุปะทะกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ทางแกนนำพันธมิตรได้หารือกันเป็นการเร่งด่วนเพื่อหามาตรการตอบโต้ ขณะที่ผู้ชุมนุมเริ่มทยอยออกจากทำเนียบ ส่วนหนึ่งกลับไปทำงาน แต่มีส่วนหนึ่งเกรงว่าอาจเกิดเหตุการณ์รุนแรงหลังประกาศภาวะฉุกเฉิน ทำให้ผู้ชุมนุมในช่วงเช้าค่อนข้างบางตา ทางแกนนำหลายคนจึงต้องขึ้นเวทีปราศัยเรียกร้องให้ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและรอบๆ ร่วมชุมนุม
โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร กล่าวบนเวทีว่า การออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องการดึงทหารเข้ามาปราบปรามประชาชน พี่น้องที่เคยชุมนุมร่วมกันมาตลอด หากยังเชื่อและศรัทธาว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง ก็ต้องออกมาร่วมชุมนุม ไม่ใช่ดูอยู่แค่ที่หน้าจอทีวี หรือบนโต๊ะอาหาร หากเราต้องการแผ่นดินที่มีศีลธรรมจริยธรรมกลับคืนมา แสงสว่างจะเริ่มเห็นก็ต่อเมื่อพวกเรามาชุมนุมกัน ดังนั้นขอให้ประชาชนออกมาทำในสิ่งที่เชื่อและศรัทธา ขอให้ออกมาร่วมชุมนุมกันขณะที่นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง พิธีกรบนเวทีก็เชิญชวนให้คนทางบ้านออกร่วมชุมนุมอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งเชิญชวนดาราให้ออกมาร่วมกับกลุ่มพันธมิตร

01 กันยายน 2551

อังกฤษ ออสเตรลีย แคนาดา เตือนปชช.ระมัดระวังเดินทางมาไทยหลังเกิดเหตุการณ์รุนแรง


สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในต่างประเทศ เปิดเผยว่า รัฐบาลของ 5 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเดินทางมายังประเทศไทย หลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือนปก.เดิม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ และส่งผลให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเช้าวันนี้

พรทิพย์ หิรัญเกตุ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สภาฯได้ออกแถลงการณ์กรณีการชุมนุมของ พธม.มีสาระสำคัญว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างรุนแรงแล้ว จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ พธม.คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพราะการเคลื่อนการชุมนุมไปยังทำเนียบฯและสถานที่ราชการ รวมทั้งการชุมนุมในหลายจังหวัดทั้งการปิดถนน สนามบิน หยุดเดินรถไฟ ยกเลิกเที่ยวบินและอื่นๆ ที่กำลังจะตามมารวมทั้งการปะทะโดยใช้กำลังทั้งสองเป็นระยะๆ ได้ส่งผลลบแก่อุตสาห-กรรมท่องเที่ยวรุนแรง โดยนักท่องเที่ยวได้เริ่มแจ้งยกเลิกการเดินทางเข้ามาไทย เนื่องจากไม่สามารถบินเข้าสนามบินภูเก็ตหรือกระบี่และหาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ สื่อต่างประเทศ รวมถึงสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น บีบีซี ซินหัว เอพี และเกียวโด รายงานข่าวที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตท้องที่กทม.หลังจากเกิดเหตุปะทะกันของกลุ่มพธม.และนปช. จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บกลางดึกที่ผ่านมา พร้อมกับมีคำสั่งห้ามชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือยั่วยุให้เกิดความไม่สงบ, ห้ามเสนอข่าวที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว หรือกระทบความมั่นคงของรัฐ, ห้ามใช้อาคาร หรือยานพาหนะใด ๆ ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนดตามที่เห็นสมควร และให้เคลื่อนย้ายประชาชนออกจากสถานที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบฯกำหนด